ใบความ4รู้โพลาไรเซชันของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

Advertisements

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมในการไปดูดาว

 

ภาพจากเว็บ http://www.oknation.net

              เนื่องจากการไปตั้งแคมป์ดูดาวนั้นต้องเดินทางออกไปไกลจากชุมชนมาก   จึงต้องมีการเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับการดูดาวในแต่ละครั้ง  อุปกรณ์ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ มีดังนี้

1. ไฟฉาย  เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเดินทางในที่มืด และเพื่อใช้ในการส่องดูแผนที่ดาว  อาจประยุกต์ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนแทนก็ได้ครับ  แต่ควรใช้กระดาษแก้วเพื่อกรองไม่ให้แสงสว่างมากเกินไป   และจะทำให้ดวงตาของเราปรับรูมานตาตามความสว่างของแสงไฟฉาย   เมื่อมองขึ้นท้องฟ้าจะทำให้มองดาวได้ไม่ชัดเจน

2. แผ่นที่ดาว ใช้เป็นเครื่องมือในการสังเกตตำแหน่งของหมู่ดาว ซึ่งดาวทุกดวงบนท้องฟ้า (ยกเว้นดาวเหนือ)  จะเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ ไม่อยู่ในตำแหน่งเดิม  โดยหมุนโคจรคล้ายกับดวงอาทิตย์ (ขึ้นในทิศตะวันออกและตกในทิศตะวันตก) แต่หมู่ดาวจะมีแกนหมุนซึ่งจุดหมุนนี้จะอยู่ที่ดาวเหนือ   ซึ่งจากหลักการนี้ นักเดินทางจะใช้ดาวเหนือในการสังเกตทิศทางในการเดินทางเวลากลางคืน

3. เสื้อกันหนาว  ในการดูดาวต้องไปบริเวณที่มีที่โลงแจ้ง ดังนั้นอาจมีลมแรงหรืออาจจะมีน้ำค้างตกในช่วงดึก และบางครั้งอากาศหนาวมากเราอาจจะต้องเตรียมผ้าห่มไปด้วยเลยที่เดียว

4. หมวกไหมพรม  อันนี้สืบเนื่องจากอุปกรณ์เสื้อกันหนาว  หากศรีษะของเราไม่ได้รับการปกป้อง   อาจทำให้เจ็บป่วยไม่สบายได้  แต่หากใช้หมวกในรูปแบบอื่นๆ  ก็จะบดบังสายตาทำให้มองดูดาวได้ไม่ถนัด

5. เต็นท์  อุปกรณ์นี้จะใช้ในการพักผ่อน นอนหลับ ในกรณีที่สุดวิสัย  เช่น ฝนตก  เมฆหมอกมาก  ง่วง  เป็นต้น

6. น้ำดื่ม  เตรียมไปให้พอเพียงกับจำนวนคน  อาจจะต่างคนต่างเตรียมไปให้เหมาะสมกับตนเอง เนื่องจากมีน้ำหนักค่อนข้างมาก

7. ไม้ขีดไฟ  อุปกรณ์นี้จะต้องใช้ในกรณีที่ต้องการจัดรอบกองไฟ   แต่ควรจะศึกษากฏระเบียบของสถานที่ด้วยว่าอนุญาตให้จุดไฟหรือไม่  และที่สำคัญต้องดับไฟให้สนิทก่อนที่จะเดินทางกลับ (ในระหว่างที่จะสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้าควรจะกับไฟนี้ก่อน ด้วยเหตุผลเดียวกับการใช้ไฟฉาย)

8. กีต้าร์  เป็นอุปกรณ์เสริมความสนุกเพลิดเพลิน  ลดอาการ ง่วง เหงา หาวนอน  อาจประยุกต์ใช้สร้างดนตรีประกอบการเล่าเรื่องตำนานหมู่ดาว หรือนิทานพื้นบ้าน  ทำให้ดูดาวครั้งนี้ไม่น่าเบื่อเลย

9. เข็มทิศ  เป็นอุปกรณ์ที่นักดูดาวมือใหม่จะต้องมี  เนื่องจากยังไม่ชำนาญในการสังเกตหมู่ดาว แล้วทำให้หาตำแหน่งของดาวเหนือไม่เจอ  และเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ใช้แผ่นที่ดาวไม่ได้

10. กล้องดูดาว  จริงๆ แล้วอุปกรณ์นี้ นักท่องเที่ยวที่ดูดาวเป็นบางโอกาสอย่างเราๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีก็ได้  แต่ถ้าท่านต้องการจะเป็นนักดูดาว (แบบมืออาชีพ) ก็ควรจะมีอุปกรณ์ที่ใช้สังเกตดวงดาวได้ใกล้ชิดและได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น   ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกว่า ตนเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังสังเกตกลุ่มดาวบนท้องฟ้าอย่างตั้งใจ  และเราอาจจะเป็นผู้สังเกตเห็นสิ่งผืดปกติบนท้องฟ้า  จนสามารถแจ้งเตือนภัยพิบัติหรือเหตุการณ์สำคัญให้กับคนทั้งโลกได้รับทราบได้

การไปดูดาว ท่องเที่ยวแบบโรแมนติก

ภาพจากเว็บ  newjaa.exteen.com

            การท่องเที่ยวเพื่อดูดาวถือเป็นการท่องเที่ยวที่โรแมนติกมากๆ  เนื่องจากสถานที่ที่จะสามารถดูดาวได้นั้น  จะต้อง  เป็นที่มืด จะได้เห็นดาวชัดๆ , เป็นบริเวณที่ไม่มีไฟฟ้า (ไกลจากชุมชน)  เพื่อทำให้แสงของดวงดาวเห็นได้ชัดเจน , มีพื้นที่เป็นลานกว้าง เพื่อที่จะได้ไม่มีอะไรบดบังท้องภาพ  ,  เป็นที่สูง  เพื่อให้เข้าใกล้ดวงดาวมากที่สุด  และเป็นคืนเดือนมืด เพื่อดวงจันทร์ จะได้ไม่มาบดบังแสงดาว

            ลองคิดดูซิครับว่า  ถ้าเราไปดูดาวกับคนรู้ใจบรรยากาศมันจะเป็นอย่างไร   ยิ่งหากมีผู้ที่มีความรู้ในการดูดาวและรู้เกี่ยวกับตำนานของหมู่ดาวเดินทางไปด้วยแล้วละก็…  รับรองได้ว่าคืนดูดาวคืนนี้ จะมีบรรยากาศที่ท่านจะต้องจดจำไปตราบนานเท่านาน …

            แล้ววันหลังจะมาเล่าเกี่ยวกับ  หลักการดูดาว  อุปกรณ์ในการดูดาว  ตำนานของหมู่ดาว  แล้วสถานที่ที่น่าไปดูดาวมากที่สุดในเมืองไทยครับ  ติดตามกันต่อไปนะครับ

เด็กบุรีรัมย์ไม่ต้องสอบ O-net วิทย์ใหม่

ภาพจากเว็บ  education.enn.co.th

                   เนื่องจากการสอบ O-net ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ที่เข้าสอบวิชาวิทยาศาสตร์ รหัส ๐๕ เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ใน ๗ ศูนย์สอบ ประกอบด้วย ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยนราธิวาส-ราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่พบว่าข้อสอบรหัสชุด ๒๐๐ บางฉบับพิมพ์ผิดพลาด ทำให้ต้องมีการจัดสอบใหม่ในวันที่  ๗ มีนาคม ๒๕๕๖

แต่จังหวัดบุรีรัมย์เป็นเขตรับผิดชอบของ ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี   จึงไม่มีการจัดสอบใหม่ในศูนย์สอบนี้ครับ

 

ข้อมูลจาก  http://www.niets.or.th

 

โอเน็ตสอบใหม่ไม่ใช้ข้อสอบเดิม

 ภาพจากเว็บ  www.tlcthai.com

              สทศ.แจงสอบโอเน็ตรอบใหม่ สำหรับนักเรียนม.6วิชาวิทยาศาสตร์ที่มีปัญหา เป็นมติบอร์ด ยันสอบเฉพาะเด็กที่รับได้ผลกระทบเท่านั้น และไม่ใช้ข้อสอบเดิม เพราะมีข้อสอบคู่ขนาน ส่วนสอบวีเน็ตเรียบร้อยดี วอนสถาบันนำผลไปใช้ปรับปรุงคุณภาพการศึกษา

กรณีสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ออกประกาศสทศ.เรื่องการแก้ไขปัญหาการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ระดับชั้น ม.6 ที่มีการจัดพิมพ์ข้อสอบผิดพลาดในวิชาวิทยาศาสตร์ จำนวน 7 ศูนย์สอบของปีการศึกษา 2555 นั้น ผลปรากฎว่ามีนักเรียนม.6 ที่ได้รับข้อสอบที่ไม่มีข้อผิดพลาดทั้ง รหัส 100 และรหัส 200 ตั้งข้อสังเกตการที่ สทศ.ให้นักเรียนที่ได้ข้อสอบที่ผิดพลาดเข้าสอบใหม่ อาจทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม เพราะนักเรียนกลุ่มดังกล่าวเคยเห็นและทำข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์มาแล้วนั้น รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า สทศ.มี คณะทำงานจัดสร้างและกลั่นกรองข้อสอบโอเน็ต และได้ดำเนินการจัดทำข้อสอบคู่ขนานไว้ก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว โดยข้อสอบคู่ขนานจะใช้ในกรณีผู้เข้าสอบเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุสุดวิสัย เช่น ป่วยกระทันหันหรือประสบอุบัติเหตุ และได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี2549 นอกจากนี้ข้อสอบคู่ขนานยังได้จัดสร้างตามหลักวิชาการ ที่มีความยากง่ายใกล้เคียงหรือเกือบจะเท่ากันกับข้อสอบที่ใช้สอบจริงในรอบปกติ จึงไม่อยากให้นักเรียนกังวลว่าจะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ หรือ เพื่อนเคยเห็นข้อสอบมาแล้ว เพราะยืนยันว่าจะไม่ใช้ข้อสอบเดิมที่ใช้สอบไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ก.พ.2556 อย่างแน่นอน

ต่อข้อถามถึงการให้ผู้เข้าสอบ 7 ศูนย์สอบได้สอบใหม่เป็นมติของบอร์ด สทศ.หรือไม่ รศ.ดร.สัมพันธ์ ยืนยันว่าเป็นมติ บอร์ด สทศ. เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2556 ที่มอบให้ สทศ.ดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยตั้งคณะทำงานขึ้น 1 ชุด ประกอบด้วย ประธานบอร์ด สทศ. ผอ.สทศ. รองผอ.สทศ.เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และฝ่ายกฎหมาย จากนั้นได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดทุกศูนย์สอบ พบว่ามีเพียง 7 ศูนย์สอบที่ได้ข้อสอบที่ผิดพลาด ได้แก่ ศูนย์สอบ ม.นเรศวร ม.เชียงใหม่ ม.ขอนแก่น ม.วลัยลักษณ์ม.นราธิวาสราชนครินทร์ม.สงขลานครินทร์และม.ศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์ รวมผู้เข้าสอบที่ได้รับผลกระทบประมาณ 40,000 คน ซึ่งสทศ.ได้ประกาศรายชื่อไว้แล้วในเว็บไซด์ของสทศ. อย่างไรก็ตามสำหรับผู้เข้าสอบใน 7 ศูนย์สอบดังกล่าว ซึ่งมีอยู่บางส่วนแม้ได้ข้อสอบที่ถูกต้อง แต่ก็ได้รับผลกระทบจากการที่ผู้คุมสอบสั่งให้หยุดสอบทำให้เหลือเวลาสอบน้อย หรือให้เขียนคำตอบในข้อสอบแทนกระดาษคำตอบ ก็สามารถยื่นคำร้องขอสอบรอบพิเศษได้เช่นกันจนถึงวันที่ 26 ก.พ.นี้ที่ สทศ.หรือเว็บไซด์ของ สทศ.​ เพราะสทศ.จะตรวจจากกระดาษคำตอบเท่านั้น

 

ข้อมูลจาก  http://www.dailynews.co.th

 

กัมมันตภาพรังสีในธรรมชาติ

ภาพจากเว็บ  health.kapook.com

                    เราอาศัยอยู่บนโลกที่มีกัมมันตภาพรังสีในสิ่งแวดล้อมอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นรังสีที่มีอยู่ตามธรรมชาติ (Natural occurring radiation) และบางส่วนเกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ (Man made radiation) ต้นกำเนิดของ กัมมันตภาพรังสีในสิ่งแวดล้อม แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
1.  กัมมันตภาพรังสีจากพื้นโลก ซึ่งมาจากแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของโลก โดยมีมาตั้งแต่ โลกถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว มีนิวไคลด์กัมมันตรังสี หรือธาตุที่ให้รังสี ที่พบในธรรมชาติกว่า 60 ชนิด เป็นต้นกำเนิดที่สำคัญของรังสีที่เราได้รับในแต่ละวัน
2.  กัมมันตภาพจากรังสีคอสมิก เกิดจากรังสีคอสมิกที่มาจากนอกโลก และปฏิกิริยาระหว่างรังสีคอสมิก กับธาตุที่อยู่ในบรรยากาศของโลก
3.  กัมมันตภาพรังสีที่มนุษย์สร้างขึ้น เกิดขึ้นเนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งมีสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับผลรวมของปริมาณรังสีทั้งหมดในธรรมชาติ

ธาตุที่มีกัมมันตภาพรังสี เราเรียกว่า ไอโซโทปกัมมันตรังสี หรือ นิวไคลด์กัมมันตรังสี นิวไคลด์รังสี หรืออาจเรียกเพียง นิวไคลด์ ซึ่งมีการตรวจพบแล้วมากกว่า 1,500 นิวไคลด์ เรามักใช้สัญลักษณ์ของนิวไคลด์ โดยแสดง สัญลักษณ์ของธาตุและเลขมวล เช่น ไอโซโทปรังสีของไฮโดรเจน ได้แก่ ตริเตียม มีเลขมวล 3 เขียนแทนด้วย H-3 หรือ 3H หรือไอโซโทปรังสี ของยูเรเนียม ซึ่งมีเลขมวล 235 เขียนแทนด้วย U-235 หรือ 235U
นิวไคลด์รังสี พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ ในอากาศ ในน้ำ ในดิน รวมทั้งในตัวคนเราด้วย เนื่องจากร่างกายของเรา ประกอบด้วยแร่ธาตุ ซึ่งได้รับมาจากสิ่งแวดล้อม แต่ละวัน เรารับประทานอาหาร ดื่มน้ำ สูดหายใจ เอานิวไคลด์รังสี ที่มีอยู่ในอาหาร ในน้ำ และในอากาศเข้าไป
กัมมันตภาพรังสีในธรรมชาติ พบได้ทั่วไปในดินและหิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเปลือกโลก ในน้ำ ในมหาสมุทร และในวัสดุก่อสร้างที่เรานำมาก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ในโลกนี้จึงไม่มีที่ไหนที่เราจะอยู่โดยไม่มีรังสี

 

ข้อมูลจาก  http://www.nst.or.th

 

หัวไม้ขีดติดไฟได้อย่างไร

 ภาพจากเว็บ  www.learners.in.th

                หัวไม้ขีดที่ใช้จุดไฟจะเคลือบด้วยโปแตสเซียมคลอเรต เมื่อขีดกับกลัดด้านที่เคลือบฟอสฟอรัสจะทำให้เกิดประกายไฟลุกไหม้ขึ้น เมื่อ โปแตสเซียมคลอเรตได้รับความร้อนก็จะสลายออกซิเจนออกมาช่วยเผาไหม้ซึ่งเป็นคุณสมบัติของออกซิเจนจึงทำให้ไม้ขีดมีเสียงดังฟู่ เนื่องจากมีความร้อนและออกซิเจนพอที่จะจุดไฟติดจึงเกิดไฟลุกติดขึ้นมา ส่วนก้านไม้ขีดที่ทำจากไม้เนื้ออ่อนจะผ่านการแช่น้ำมันสน ผสมพาราฟิน ทำให้หัวไม้ขีดลุกไหม้มาที่ก้านง่ายขึ้นและนานกว่า

ข้อมูลจาก  http://www.kroobannok.com

การวัดปริมาณน้ำฝน

ภาพจากเว็บ  www.chaoprayanews.com

           ปริมาณน้ำฝนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสิ่งหนึ่งในอุตุนิยมวิทยา เพราะน้ำฝนเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการกสิกรรมและอื่นๆ พื้นที่ใดจะอุดมสมบูรณ์และสามารถทำการเพาะปลูกได้หรือจะเป็นทะเลทรายก็ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในบริเวณนั้น เราวัดปริมาณน้ำฝนตามความสูงของจำนวนฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้าโดยให้น้ำฝนตกลงในภาชนะโลหะซึ่งส่วนมากเป็นรูปทรงกระบอก มีเส้นผ่านศูนย์กลางของปากกระบอกเป็นขนาดจำกัด เช่น ปากกระบอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘ นิ้ว หรือประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ฝนจะตกผ่านปากกระบอกลงไปตามท่อกรวยสู่ภาชนะรองรับน้ำฝนไว้ เมื่อเราต้องการทราบปริมาณน้ำฝน เราก็ใช้ไม้บรรทัดหยั่งความลึกของฝน หรืออาจใช้แก้วตวงที่มีมาตราส่วนแบ่งไว้สำหรับอ่านปริมาณน้ำฝน เป็นนิ้วหรือเป็นมิลลิเมตร สำหรับประเทศไทยวันใดที่มีฝนตก ณ แห่งใด หมายความว่ามีปริมาณฝนตก ณ  ที่นั้นอย่างน้อย ๐.๑ มิลลิเมตร ขึ้นไป เพราะฉะนั้นในเดือนที่มีฝนตกโดยมีจำนวนวันเท่ากันก็ไม่จำเป็นจะต้องมีปริมาณน้ำฝนเท่ากัน และควรจะทราบด้วยว่า เมื่อทราบความสูงของน้ำฝน ณ ที่ใดแล้ว ก็อาจจะประมาณจำนวนลูกบาศก์เมตรของน้ำฝนได้ถ้าทราบเนื้อที่ของบริเวณที่มีฝนตก
ในการรายงานปริมาณน้ำฝนนั้น จะรายงานว่าฝนตกเล็กน้อย ฝนตกปานกลาง ฝนตกหนัก หรือฝนตกหนักมาก แต่การที่จะตั้งเกณฑ์สากลที่เรียกว่าฝนตกเล็กน้อย หรือตกปานกลางเป็นจำนวนเท่าใดหรือกี่มิลลิเมตรนั้น ไม่อาจจะกระทำได้ เพราะเหตุว่าสภาพของฝนแต่ละประเทศนั้นมีปริมาณไม่เหมือนกัน

เครื่องวัดน้ำฝนมีอยู่หลายชนิด เช่น
๑. เครื่องวัดน้ำฝนแบบธรรมดาหรือแบบแก้วตวง (ordinary raingage)
๒. เครื่องวัดน้ำฝนแบบบันทึก (recording raingage) เป็นชนิดที่มีปากกาเขียนด้วยหมึก สำหรับบันทึกปริมาณน้ำฝนไว้เป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมง หรือตลอดสัปดาห์หรือนานกว่านี้ ซึ่งมีทั้งแบบชั่ง (weighing raingage) และแบบกาลักน้ำ (siphon raingage)

 

ข้อมูลจาก   http://www.sanook.com

 

ประกาศผลรางวัลออสการ์ 2013

ภาพจากเว็บ jediyuth.com

             พิธีมอบรางวัลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก Academy Awards หรือ Oscar ครั้งที่ 85 จัดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 โดย สถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์ภาพยนตร์ จัดขึ้น ณ ดอลบี เธียเตอร์ ประกาศผลรางวัลประจำปีเรียบร้อยแล้ว โดยมีรางวัลหลักๆ ดังนี้

– ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม BEST PICTURE “Argo”

– นักแสดงนำชาย BEST ACTOR Daniel Day-Lewis, “Lincoln”

– นักแสดงนำหญิง BEST ACTRESS Jennifer Lawrence, “Silver Linings Playbook”

– ผุ้กำกับยอดเยี่ยม BEST DIRECTOR Ang Lee, “Life of Pi”

– นักแสดงสมทบชาย BEST SUPPORTING ACTOR Christoph Waltz, “Django Unchained”

– นักแสดงสมทบหญิง BEST SUPPORTING ACTRESS Anne Hathaway, “Les Miserables”

– บทดัดแปลง BEST ADAPTED SCREENPLAY Chris Terrio, “Argo”

– บทดั้งเดิม BEST ORIGINAL SCREENPLAY Quentin Tarantino, “Django Unchained”

– ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม BEST FOREIGN LANGUAGE FILM “Amour” Austria

– ภาพยนตร์แอนิเมชั่น BEST ANIMATED FEATURE FILM “Brave”

– ภาพยนตร์สารคดี BEST DOCUMENTARY FEATURE “Searching for Sugar Man”

– เพลงดั้งเดิม BEST ORIGINAL SONG “Skyfall” from “Skyfall”

– เพลงประกอบ BEST SCORE “Life of Pi”

– เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม BEST COSTUMES “Anna Karenina”

– การถ่ายภาพยอดเยี่ยม BEST CINEMATOGRAPHY “Life of Pi”

– เมคอัพและทรงผม BEST MAKEUP AND HAIRSTYLING “Les Miserables”

– วิชวลเอฟเฟคท์ BEST VISUAL EFFECTS “Life of Pi”

 

ข้อมูลจาก   http://th.wikipedia.org

 

สอบใหม่ 40,000 คนโอเน็ต ม.6 วิทย์ ชุดปัญหา

ภาพจากเว็บ  education.kapook.com

                           รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า สทศ.ได้แจ้งการจัดสอบรอบพิเศษกรณีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 ที่เข้าสอบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2555 ข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ชุด 200 มีปัญหา ในวันที่ 7 มีนาคม 2556 เวลา 11.30-13.00 น. ซึ่งสทศ.ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า นักเรียนที่จะมีสิทธิเข้าสอบในรอบดังกล่าวนั้น จำนวนประมาณ 40,000 คน จากผู้ที่เข้าสอบที่ได้รับสอบชุด 200 ทั้งหมด 101,196 กว่าคน ซึ่งสทศ.ได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าสอบทางเว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th แล้ว ต้นไป

ทั้งนี้ สำหรับข้อสอบที่ใช้สอบในกรณีดังกล่าว จะเป็นข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ชุดคู่ขนานที่คณะทำงานสร้างและกลั่นกรองข้อสอบได้ออกไว้แต่แรก ซึ่งคณะทำงานฯ จะเป็นผู้คัดเลือกให้เหลือเพียง 67 ข้อ ส่วนของนักเรียนที่ได้รับข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ชุด 200 ที่ถูกต้อง ซึ่งมีประมาณ 60,000 คน แต่ไม่มีรายชื่อตามที่ สทศ.ประกาศให้สอบรอบใหม่ หากนักเรียนได้รับผลกระทบจากการเข้าสอบ เช่น ให้หยุดทำข้อสอบ หรือ ให้นักเรียนฝนคำตอบในกระดาษคำถาม เป็นต้น ต้องการสอบใหม่สามารถยื่นคำร้องขอเข้าสอบเป็นกรณีพิเศษได้เช่นกัน

โดยสามารถยื่นคำร้องต่อ สทศ.ได้ในระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2556 ที่สทศ. หรือทางเว็บไซต์ ของสทศ. จากนั้นสทศ. จะพิจารณาเป็นรายบุคคลว่าใครมีสิทธิ์สอบได้บ้าง และจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าสอบวันที่ 1 มีนาคม 2556 ทางเว็บไซต์ สทศ.www.niets.or.th ส่วนนักเรียนคนใดที่มีรายชื่อมีสิทธิ์สอบ แต่ไม่ประสงค์จะเข้าสอบ ไม่มาสอบ หรือไม่ว่าในกรณีใดๆ ในวันสอบที่กำหนด สทศ. จะถือว่านักเรียนผู้นั้นไม่ประสงค์จะใช้สิทธิสอบใหม่ และจะตรวจกระดาษคำตอบตามที่นักเรียนได้ทำไว้เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา

 

ข้อมูลจาก  http://www.bangkokbiznews.com

 

มนุษย์สร้าง “ผ้าคลุมล่องหน” ได้แล้ว

ภาพจากเว็บ  www.koratnana.com

           เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม เว็บไซต์ theblaze.com รายงานว่า ผ้าคลุมล่องหน หนึ่งในเครื่องรางยมทูตสามชิ้นจากนิยายที่สร้างชื่อก้องโลก “แฮร์รี่ พอตเตอร์” จะไม่ได้มีอยู่แค่ในโลกแห่งจินตนาการอีกต่อไป แต่มันกำลังจะถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ทางการทหาร โดยเรียกว่า ควันตัม สตีลธ์

รายงานระบุว่า บริษัทผู้ผลิตผ้าคลุมล่องหนนี้ก็คือ ไฮเปอร์สตีลธ์ โดยผ้าคลุมดังกล่าวสามารถล่องหนได้เนื่องจากการปล่อยคลื่นอ่อน ๆ โค้งรอบตัวผู้สวมเพื่อให้ไม่มีใครมองเห็น อย่างไรก็ตาม ทางผู้ผลิตปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดเทคโนโลยีการผลิตไปมากกว่านี้ มีเพียงแต่เสนอผ่านภาพจำลองบนเว็บไซต์เท่านั้น

ทางด้าน นายกาย เครเมอร์ ซีอีโอของบริษัท ไฮเปอร์สตีลธ์ ไบโอเทคโนโลยี เปิดเผยว่า เขาไม่สนใจที่หลายคนมองว่าน่าสงสัยและพูดว่าประชาชนจำเป็นต้องได้เห็นว่ามันทำงานอย่างไร พราะขณะนี้กองทัพสหรัฐฯ และกองทัพของแคนานา ได้เห็นการทำงานจากของจริงแล้วและสามารถพิสูจน์ได้ว่าผ้าคลุมล่องหนนี้สามารถทำงานได้จริงโดยปราศจากกล้อง แบตเตอรี่ แสงไฟ หรือกระจก โดยมันมีน้ำหนักเบา และไม่แพง ที่สำคัญยังสามารถป้องกันการมองเห็นจากกล้องอินฟาเรดและกล้องจับความร้อนได้อีกด้วย

นอกจากนี้ นายกาย เครเมอร์ ยังระบุด้วยว่า ผ้าคลุมนี้จะช่วยให้นักบินรบสามารถดีดตัวออกจากเครื่องโดยไม่ถูกจับกุม และช่วยให้กองกำลังพิเศษจู่โจมในเวลากลางวันได้โดยไม่ถูกตรวจพบ อีกทั้งช่วยสร้างเครื่องบินล่องหนซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือเรดาร์ รวมถึงปกปิดเรือดำน้ำซึ่งโผล่ขึ้นมาใกล้ ๆ กองเรือรบของศัตรูอีกด้วย

ข้อมูลจาก   http://hilight.kapook.com

สร้างอุโมงค์ ท่องรอบโลกใน 2 ชม.

ภาพจากเว็บ  www.khaosod.co.th

              บริษัท อคาบิออน ผู้ออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีการคมนาคมจากสวิตเซอร์แลนด์ วางแผนปฏิรูปการคมนาคมทางบกในอนาคต ด้วยการสร้างพาหนะความเร็วสูงวิ่งในอุโมงค์แก้วเชื่อมต่อไปตามประเทศต่างๆ ทำให้สามารถเดินทางรอบโลกได้ด้วยเวลาเพียง 2 วัน ด้วยความเร็วราว 20,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แนวคิดดังกล่าวใช้ทฤษฎีระบบการส่งไปรษณีย์ผ่านอุโมงค์แก้ว ซึ่งเคยถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 มาดัดแปลงเป็นการคมนาคมระดับมหภาค
พาหนะที่ใช้มีลักษณะเป็นเหมือนรถยนต์ล้ำยุค 2 ที่นั่ง นามเก๋ไก๋ว่า “จีทีบีโอ เซเว่น ดาวินชี่”

ใช้ระบบไฟฟ้าล้วน มีความเร็วสูงสุด 600 ก.ม.ต่อช.ม. ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่ารถไฟฟ้า ในปัจจุบัน อันเป็นผลมาจากการออกแบบด้านอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม น้ำหนักเบา และระบบอุโมงค์แก้วที่ทำให้ไม่มีกระแสลมต้าน

เมื่อผสานเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกัน จะทำให้จีทีบีโอที่แล่นอยู่ในอุโมงค์แก้วที่ความเร็ว 20 ก.ม.ต่อช.ม.นั้นจะมีประสิทธิภาพสูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป 8 เท่า ที่ความเร็ว ส่วนที่ 200 ก.ม.ต่อช.ม. ประสิทธิภาพจะเพิ่มเป็น 10 เท่า โดยทางบริษัทกล่าวว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องได้มากถึง 25 เท่า

คาดว่า โครงการจีทีบีโอ เซเว่น ดาวินชี่ น่าจะสามารถเป็นจริงได้ภายในปี 2593 ระบบการขนส่งรถไฟฟ้าดังกล่าวภายในประเทศจะเริ่มขนส่งมวลชนและวิ่งด้วยความเร็วราว 300 ก.ม.ต่อช.ม. ก่อนจะเพิ่มเป็น 373 ก.ม.ต่อช.ม. ภายใน 10 ปี พัฒนาไปสู่การขนส่งข้ามทวีป ส่วนความเร็วนั้นน่าจะเป็น 2,735 ก.ม.ต่อช.ม.

จีทีบีโอจะไม่มีแบตเตอรี่ในตัวเอง

ทว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากอุโมงค์แก้วซึ่งรับพลังงานจากแสงอาทิตย์ทั้งหมด ก่อนจะวิ่งเต็มความเร็วได้ภายในปี 2643

 

ข้อมูลจาก  http://www.matichon.co.th/khaosod

 

ตำนานจักรยาน

ภาพจากเว็บ  www.neutron.rmutphysics.com

      ณ วันนี้โลกมีจักรยานประมาณ 600 ล้านคัน (จีนประเทศเดียวมีจักรยานมากถึง 400 ล้านคัน) เพื่อให้ผู้คนใช้ในการเดินทางระยะสั้น โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น Nicaragua ที่แพทย์จะใช้ในการเดินทางไปรักษาคนไข้ในพื้นที่ทุรกันดาร สำหรับในประเทศ Ecuador นั้น ชาวบ้านจะใช้จักรยานขนส่งอาหารระหว่างหมู่บ้านในชนบท และใน Vietnam เรามักจะเห็นการบรรทุกสินค้าหนักโดยใช้จักรยานบ่อย

ตามปกติจักรยานมีน้ำหนักเบากว่ารถยนต์ 50 เท่า และมีความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตร/ชั่วโมง เวลาเดินทางทั่วไป นักปั่นจักยานใช้พลังงานน้อยกว่าคนที่เดินประมาณ 3 เท่า จักรยานจึงเป็นอุปกรณ์ที่ดีอีกชนิดหนึ่งสำหรับการออกกำลังกาย

เพราะนักประชาการศาสตร์คาดว่า ในอีก 15 ปี ประชาการโลกประมาณ 5,000 ล้านคน จะเข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง จำนวนคนที่มากนี้จะทำให้การจราจรแออัดมาก ถ้าผู้คนส่วนใหญ่ยังใช้รถยนต์ ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความอึดอัด รัฐบาลหลายชาติจึงได้มีการรณรงค์ให้ผู้คนหันมาใช้จักรยานมากขึ้น

การศึกษาความเป็นมาของจักรยาน ได้ทำให้เรารู้ว่า ในปี ค.ศ. 1696 วิศวกรชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง ชื่อ Jacques Ozanam เป็นบุคคลแรกที่คิดสร้างยานที่เคลื่อนที่ได้ด้วยพลังของผู้โดยสารเอง แต่ไม่มีใครสืบสานความคิดนี้ จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ความคิดประเด็นนี้ จึงได้อุบัติอีกเมื่อวิศวกรมีจินตนาการจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่มีล้อ 2 ล้อ และมีคานยึดระหว่างล้อหน้ากับล้อหลัง แล้วให้คนขี่นั่งคร่อมบนคานนั้น จากนั้นก็ใช้เท้าถีบพื้น ดันยานให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า (จักรยานรุ่นบุกเบิกยังไม่มีที่สำหรับให้เท้าถีบ) ยานจึงช่วยให้คนเคลื่อนที่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาม้า ทำให้มีชื่อเรียกว่า hobbyhorse หรือ velocipede ซึ่งเป็นคำผสมที่มาจากคำ velo ที่แปลว่า เร็ว และ pede ที่แปลว่า เดิน เพราะการทรงตัวของยานลักษณะนี้ทำได้ยากอีกทั้งคนขี่ต้องออกแรงมาก ดังนั้นจักรยานต้นแบบที่สร้างในลักษณะนี้จึงไม่เป็นที่นิยม

แต่แล้วปรากฏการณ์ธรรมชาติหนึ่งก็ได้อุบัติ ซึ่งทำให้นักประดิษฐ์เริ่มคิดเรื่องจักรยานอีก คือ ในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1815 ภูเขาไฟ Tambora ในอินโดนีเซียเริ่มคำราม และอีก 7 วันต่อมา Tambora ก็ระเบิดอย่างรุนแรง ลาวา ฝุ่น และเถ้าได้พุ่งขึ้นท้องฟ้า แล้วลอยไปบดบังเมฆทั่วโลกเป็นเวลานาน จนอุณหภูมิโลกลดลง 3 องศาเซลเซียส จนในปีนั้นประเทศในซีกโลกเหนือไม่มีฤดูร้อน และนอกจากชาวอินโดนีเซียที่เสียชีวิตถึง 92,000 คนแล้ว ยุโรปเองก็ได้รับผลกระทบรุนแรงเหมือนกัน เช่น ประชาชนต้องเผชิญปัญหาข้าวยากหมากแพง โดยเฉพาะที่รัฐ Baden ในประเทศเยอรมนี เพราะที่นั่นราคาข้าวโอ๊ตได้พุ่งสูง จนชาวบ้านไม่มีปัญญาซื้อเป็นอาหารกิน ทำให้ต้องฆ่าม้าจำนวนมาก เพื่อนำเนื้อมาปรุงเป็นอาหาร และผลที่ตามมาคือ การคมนาคมโดยใช้ม้าลากรถประสบปัญหาการมีม้าไม่พอเพียงสำหรับความต้องการของประชาชน ท่าน Baron Karl von Drais จึงคิดออกแบบยานที่จะใช้แทนม้าในการขนส่งคมนาคม

เมื่อถึงวันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1817 Drais ก็ได้นำจักรยานต้นแบบที่เขาออกแบบเอง ออกสาธิตในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก โดยขี่ออกจากบ้านในเมือง Mannheim ไปตามถนนสู่เมือง Schwetzinger Relaishaus ที่อยู่ไกลออกไป 7.5 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวกลับบ้าน การเดินทางครั้งนั้นใช้เวลา 1 ชั่วโมงเศษ

เมื่อถึงวันที่ 12 มิถุนายน 1817 Drais ก็ได้ประกาศว่า เขาจะเดินทางด้วยจักรยานที่เขาออกแบบเองจากเมือง Karlsruhe ในเวลาเที่ยงวันเพื่อไปเมือง Kehl ที่อยู่ไกลออกไป 51 กิโลเมตร โดยใช้เวลาน้อยกว่า 4 ชั่วโมง และแล้วชาวเมือง Kehl ก็ได้เห็นกับตาว่า Drais เดินทางถึง Kehl เมื่อเวลา 4 โมงเย็นตรงตามที่เขาทำนายไว้จริงๆ

Drais เกิดเมื่อ 29 เมษายน ค.ศ. 1785 ที่เมือง Karlsruhe ในครอบครัวของชนชั้นกลาง ถึงบิดาจะมิได้เป็นมหาเศรษฐี แต่ก็เป็นผู้มีบารมีในเมือง Karlsruhe ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ Baden เมื่ออายุ 18 ปี Drais ได้เดินทางไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Heidelberg เพราะที่นั่นเป็นสถาบันการศึกษาแรกของเยอรมนีที่สอนวิชาเทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ฟิสิกส์ และสถาปัตยกรรม โดยใช้ภาษาเยอรมัน แทนภาษาละติน ซึ่งเป็นภาษาวิชาการที่ Drais ไม่ถนัดเลย เมื่อสำเร็จการศึกษา Drais ได้เข้ารับราชการเป็นครูสอนหนังสือในกรมป่าไม้ และทำงานที่นั่นจนอายุ 25 ปี จึงเริ่มรู้สึกว่า งานที่ทำไม่เหมาะกับนิสัยชอบประดิษฐ์ของตนเลย Drais จึงลาออก และเริ่มงานใหม่เป็นช่างออกแบบอุปกรณ์บันทึกเสียงเปียโน แต่ไม่ได้ประสบความสำเร็จใดๆ Drais จึงหันไปคิดวิธีขนส่งที่ไม่ต้องใช้ม้าลาก เพราะในสมัยนั้น การขนส่งทุกรูปแบบมักใช้ม้า แต่ม้าต้องการอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยที่สิ้นเปลืองสำหรับเจ้าของ และเมื่อประเทศเยอรมนีกำลังถูกกองทัพของ Napoleon รุกราน ภาวะสงครามทำให้ราคาข้าวโอ๊ตพุ่งสูงจนประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า เพราะไม่มีอาหารจะบริโภค และไม่มีม้าจะช่วยในการขนส่ง

Drais ได้คิดสร้างยาน 4 ล้อ ที่ใช้กำลังคนขับเคลื่อนแทนม้า ให้คน 2 คนนั่ง โดยให้เจ้านายนั่งหน้า และคนใช้นั่งหลัง การขับเคลื่อนเกิดขึ้น โดยคนใช้ถีบดิน ดันคนทั้ง 2 ไป และให้เจ้านายมีด้ามไม้ที่ใช้บังคับทิศทาง เมื่อจักรพรรดิซาร์ Alexander ทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งประดิษฐ์นี้ พระองค์ทรงพอพระทัยมาก แต่บรรดาเจ้าชายในราชสำนักมิได้ทรงสนพระทัยเลย Drais จึงพักความคิดที่จะสร้างจักรยาน 4 ล้อ เป็นพาหนะขับเคลื่อนโลก แต่หันไปสนใจสร้างจักรยาน 2 ล้อแทน เพราะจะสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า ทั้งนี้เพราะอุปกรณ์ถูกแรงเสียดทานกระทำน้อยกว่า และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของจักรยาน 2 ล้อ ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่ายาน draisine ที่ดูเผินๆ ไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่คนขี่จะสามารถนั่งบนยานล้อ 2 ล้อ ที่วางตัวในแนวดิ่ง แล้วสามารถเคลื่อนที่ไปได้โดยยานไม่ล้มขมำ

ในวัยเด็ก Drais เล่นสเก็ตเก่ง ดังนั้นเทคนิคการไถลด้วยรองเท้าสเก็ตไปบนน้ำแข็งจึงไม่แตกต่างจากการไถลไปบนดินด้วยยาน 2 ล้อ แต่แทนที่จะใช้เพียงข้อเหวี่ยง Drais กลับใช้แผ่นเหยียบด้วยเท้าเพื่อให้แรงถีบถูกถ่ายทอดไปยังฟันเฟืองที่อยู่ติดกับแผ่นถีบซึ่งมีวงสายโซ่โยงไปยังฟันเฟืองของล้ออันที่สอง ตามปกติยานประดิษฐ์ของ Drais ทำด้วยไม้ ash และหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ดังนั้นจึงหนักพอๆ กับจักรยานปัจจุบัน และมีเบรก

ในปี 1817 หนังสือพิมพ์ Dredges Anzeiger ได้รายงานว่า ยาน draisine กำลังเป็นที่นิยมมาก จนผู้คนหันมาใช้แทนม้าในการเดินทางแล้ว และบทความนี้จบลงโดยการพยากรณ์ว่า ราคาข้าวโอ๊ตจะลดลง เพราะโลกมียาน draisine และเมื่อท่าน Grand Duchess แห่งแคว้น Baden ทรงชี้แนะให้รัฐบาลเยอรมันออกกฎหมายคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ของ Drais เป็นเวลานาน 10 ปี และบังคับให้คนที่จะขี่ draisine ต้องมีใบขับขี่ด้วย เพราะถ้าไม่มี คนขี่จะถูกปรับ และจักรยานจะถูกยึดเป็นของกลาง

คุณความดีของ Drais นี้ได้ทำให้รัฐ Baden จัดมอบเงินบำนาญให้ในฐานะนักประดิษฐ์แห่งรัฐ และท่าน Duke Karl ได้ประกาศแต่งตั้งให้ Drais ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกลศาสตร์ แต่ไม่ต้องสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย สำหรับในอังกฤษ และอเมริกา ก็มีนักประดิษฐ์อีกหลายคนที่สนใจเรื่องจักรยาน และคนเหล่านี้ได้ “ขโมย” ความคิดของ Drais เอาไปจดลิขสิทธิ์เป็นของตนเอง แต่ยานประดิษฐ์เหล่านั้นไม่มีเบรกเหมือนของ Drais ดังนั้นผู้ขี่จึงประสบอุบัติเหตุบ่อย เพราะชนกับจักรยานอื่นเนืองๆ และเมื่อสภาพของถนนในสมัยนั้นก็ไม่ดีนัก ดังนั้นการสัญจรด้วยจักรยานจึงเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างปลอดภัยยาก แต่ครั้นจะแบ่งพื้นที่ของถนนให้คนขี่จักรยานใช้โดยเฉพาะ ก็มีปัญหาว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการล่วงละเมิดสิทธิ์ของคนเดินถนน

ดังนั้นในปี 1818 ผู้ว่าราชการแห่งนคร Milan ในอิตาลีจึงประกาศห้ามผู้คนใช้จักรยานอย่างเด็ดขาด

ลุถึงปี 1819 นคร London และ New York ก็ออกแบบกฎหมายห้ามการใช้จักรยานบนทางเท้า ตั้งแต่นั้นมาความนิยมของจักรยานก็เริ่มเสื่อม

จนถึงช่วงปี ค.ศ. 1860 จักรยานก็ได้หวนกลับมาสู่ความนิยมอีก เพราะยานได้รับการออกแบบให้มีการทรงตัวดีขึ้น ผ่อนแรงได้มากขึ้นและไปได้เร็วขึ้น

ในส่วนของ Drais เอง เขายังใช้ชีวิตนักประดิษฐ์ต่อไป และได้ออกแบบเครื่องพิมพ์ดีด กับเตาไม้ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ เมื่อ Drais มีอายุ 45 ปี บิดาได้เสียชีวิตลงและ Drais ถูกศัตรูที่อิจฉาใส่ไคล้ว่าเขาต่อต้านสถาบันกษัตริย์อย่างรุนแรงโดยได้สนับสนุนให้มีการปฏิวัติ

ในปี 1848 เมื่อกองทหารปฏิวัติเคลื่อนพลเข้า Baden ท่านผู้ครองนครได้ขอร้องให้รัฐ Prussia ส่งทหารมาช่วย ทหาร Prussia ได้พำนักอยู่ที่ Baden นาน 7 ปี จากนั้นฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ยุยงประชาชนให้ประณาม Drais ว่าเป็นคนเสียสติ และเป็นโรคจิตอย่างรุนแรงจึงสมควรถูกจำขัง อีกทั้งให้ตัดเงินบำนาญที่ Drais ได้รับ นอกจากนี้ เวลา Drais ไปที่ใด เขาก็จะถูกฝูงชนห้อมล้อม และขับไล่ จนต้องหลบหนีไป Brazil

Drais จบชีวิตอย่างอนาถา เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1851 ขณะอายุ 66 ปี ที่บ้านเกิดและหลังจากที่เขาจากไปแล้ว ศัตรูของ Drais ก็ได้ลบทุกสิ่งทุกอย่างที่ Drais ทำ ออกจากประวัติศาสตร์เยอรมัน

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลเยอรมันจึงได้เริ่มฟื้นฟูความทรงจำเรื่อง draisine ของ Drais อีก

คุณหาอ่านเนื้อหาเรื่องนี้เพิ่มเติมได้จาก หนังสือชื่อ Bicycle: The History โดย David V. Herlihy ที่จัดพิมพ์โดย Yale University Press (2005) หนา 470 หน้า ราคา 35 ดอลลาร์

สุทัศน์ ยกส้าน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

“หนังสือ “สุดยอดนักเคมีโลก”
โดย ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
มีจำหน่ายที่ศูนย์ประชุมสิริกิตติ์ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 5 – 16 ตุลาคมนี้
ที่บูธสำนักพิมพ์สารคดี ในราคา 199 บาท จากราคาปก 240 บาท”

 

ข้อมูลจาก  http://www.manager.co.th/

 

กาแฟทำให้สตรีเป็นหมัน

ภาพจากเว็บ  variety.teenee.com

                ศาสตราจารย์ฌอน วอร์ด วิชาสรีรวิทยาและเซลล์ชีววิทยา โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยเนวาดาแห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า คาเฟอีนจะไปทำให้กล้ามเนื้อในปีกมดลูกซึ่งลำเลียงไข่จากรังไข่ไปยังมดลูกผ่อนการทำงานลง “เราพบในการทดลองกับหนู แต่ยังไม่รู้ว่าฤทธิ์ของคาเฟอีนไปทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ยากขึ้นอย่างไร แต่นับเป็นเหตุผลที่บอกให้ทราบว่า สตรีที่กินกาแฟจัดจะตั้งท้องยากกว่าผู้ที่ไม่กิน”

 

ข้อมูลจาก  http://www.thairath.co.th/

จักรวาลมีดาวทั้งหมดกี่ดวงกัน

ภาพจากเว็บ  variety.thaiza.com

               การศึกษาหาจำนวนดวงดาวทั้งหมดในจักรวาลครั้งใหม่ ทำให้ได้จำนวนมากเกินกว่าที่เคยคาดคิดกันมาก หรือมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเคยคำนวณถึง 3 เท่า มันมีจำนวนเท่ากับ 3 ตามด้วยศูนย์ 23 ตัว

วารสารเรื่องวิทยาศาสตร์ “ธรรมชาติ” ของสหรัฐฯรายงานว่า การศึกษาครั้งใหม่ทำโดยนักดาราศาสตร์ปีเตอร์ แวน ด็อกคุม และนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ชาร์ลี คอนรอย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

นักวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปเชื่อว่า จักรวาลประกอบด้วยหมู่ดวงดาวมากระหว่าง 100 พันล้านถึง 1 ล้านล้านดวง และแต่ละหมู่ดวงดาวก็มีดาวมากระหว่าง 100 พันล้าน ถึง 1 ล้านล้านดวง

 

ข้อมูลจาก  http://www.thairath.co.th

 

7 พฤติกรรมเด็กเล่นเฟอร์บี้

ภาพจากเว็บ  www.posttoday.com

                         เมื่อวันที่  21 ก.พ. 56 นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันมีของเล่นไฮเทคหลายชนิดที่เข้ามาในประเทศไทย ล่าสุดตุ๊กตาพูดได้ หรือเฟอร์บี้ กำลังได้รับความนิยม แม้ของเล่นต่างๆ จะมีความทันสมัย สร้างความเพลิดเพลินให้กับเด็กๆ ก็ตาม แต่ผู้ใหญ่ควรให้ความใส่ใจ เพราะอะไรที่มากเกินไปอาจจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี

นพ.กฤษดา กล่าวต่อว่า เบื้องต้นมีผลร้าย 7 อย่างที่เห็นได้ชัดสำหรับเด็กที่หมกมุ่นอยู่กับการเล่นคือ

1. ลืมคุยสังคม คือเด็กที่จมอยู่กับเกม ลืมกินข้าว ลืมทำการบ้าน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และอาจกลายเป็นคนไม่เป็นมิตรต่อสังคมได้

2. จมกับของเล่น ติดของเล่นจนไม่อยากวาง และถ้าเด็กนำไปโรงเรียนด้วยจะยิ่งทำให้เสียสมาธิในการเรียน

3. เป็นเด็กนอนดึก เด็กที่ติดของเล่นจนลืมเข้านอนตามเวลาจะทำให้กลายเป็นเด็กแคะแกร็น ไม่โต เพราะการนอนดึกในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยที่ยังไม่ถึง 20 ปี จะมีผลไปกดโกรทฮอร์โมน หรือเคมีตัวสูง ที่ช่วยให้เด็กโตเต็มวัย มีกล้ามเนื้อ และที่สำคัญคือโกรทฮอร์โมนช่วยให้สมองดีด้วย

4. ฝึกนึกก้าวร้าว เด็กที่หมกมุ่นอยู่กับของเล่นเสมือนจริงจะทำให้จิตใจติดอยู่แต่ในกรอบสัตว์ ของเล่นเท่านั้น จะกลายเป็นเด็กก้าวร้าว ทำร้ายสัตว์เล็กๆ และลามเกเรรวมไปถึงเพื่อนเด็กคนอื่นๆ ได้

5. เข้าใจไปเอง เด็กที่อยู่กับของเล่นนานๆ อาจมีอาการพูดคนเดียวได้ พัฒนาการพูดและพัฒนาการสมองอาจช้าลง คือเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ใช่คนจริงๆ

6. ไม่วิ่งเล่นสมวัย โดยเฉพาะการวิ่งเล่น ว่ายน้ำ เล่นกีฬาหรือเล่นกับเด็กคนอื่นๆ  การออกกำลังกายตามวัยแค่วันละไม่กี่อึดใจช่วยให้สมองดี และมีพัฒนาการทางความสูงได้  แต่ถ้าติดอยู่กับของเล่นที่จะทำให้เด็กเฉื่อยและกลายเป็นเด็กอ้วนแทน และสุดท้าย

7. กลายเป็นเด็กอมโรค สิ่งที่ไม่ควรวางใจในของเล่นคือ เป็นแหล่งเพาะโรค ทั้งโรคหวัด มือเท้าปาก หรือตาแดง เจ็บตา การใช้ของเล่นที่ผิดวิธีหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจนำมาซึ่งผลร้าย ซึ่งผู้ใหญ่ไม่ควรมองข้าม

 

ข้อมูลจาก  http://www.thairath.co.th

 

เตือน 6 โรคระบาดหน้าร้อน

ภาพจากเว็บ www2.nestle.co.th

                      วันที่ 24 ก.พ. นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้เป็นระยะเวลาที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งนี้จะเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายชนิด พื้นที่ประสบภัยแล้งบางแห่งอาจเกิดการระบาดของโรคติดต่อได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกรมควบคุมโรค เรื่องการป้องกันโรคที่พบได้บ่อยในฤดูร้อน จำนวน 6 โรค ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ บิด โรคอหิวาตกโรค ไทฟอยด์ และโรคตับอักเสบ จากไวรัสทางเดินอาหารชนิดเอ ซึ่งปีนี้จำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มจะสูงขึ้นจากภัยแล้ง เพราะน้ำสะอาดอาจหาได้ยากขึ้น และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลเรื่องคุณภาพน้ำและแหล่งน้ำ และประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัวให้ปลอดภัยจากโรคดังกล่าว

รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า ในการป้องกันโรคหน้าร้อนตั้งแต่เนิ่นๆ ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.เฝ้าระวังโรคในพื้นที่ หากพบมีผู้ป่วยเกิดขึ้นให้รีบดำเนินการควบคุมป้องกันไม่ให้โรคแพร่ระบาดทันที 2.ให้ดูแลควบคุมมาตรฐานน้ำประปาโรงงานผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด โรงงานผลิตน้ำแข็งซึ่งในฤดูร้อนยอดการบริโภคน้ำแข็งน้ำดื่มจะสูงขึ้นกว่าฤดูกาลอื่นๆ 3.ดูแลกวดขันความสะอาดโรงอาหารโรงเรียน ร้านอาหาร แผงลอยจำหน่ายอาหาร และตลาดสด ขอความร่วมมือผู้ประกอบการดูแลความสะอาดส้วมสาธารณะต่างๆ เช่น ที่ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น และ 4.ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนให้รู้จักอาการของโรค การปฏิบัติตัวที่จะไม่ให้ป่วยและขอความร่วมมือดูแลความสะอาดห้องส้วม ห้องครัว

ด้าน นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคติดต่อทางอาหารและน้ำเป็นโรคที่พบบ่อยรองจากไข้หวัด ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อชนิดนี้ฟักตัวได้ดีในสภาพอากาศร้อนจัด เป็นโรคที่พบประจำในประเทศเขตร้อน เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน ในช่วงเกือบ 2 เดือนแรกของปี 2556 นี้ มีรายงานผู้ป่วยทั้ง 6 โรค รวม 146,452 ราย ไม่มีเสียชีวิต โรคที่พบมากอันดับ 1 ได้แก่โรคอุจจาระร่วง 128,855 ราย ผู้ป่วยร้อยละ 28 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมาคือโรคอาหารเป็นพิษ 15,965 ราย โรคบิด 1,197 ราย และโรคตับอักเสบจากไวรัสทางเดินอาหารชนิดเอ จำนวน 43 ราย ส่วนโรคอหิวาตกโรคยังไม่มีรายงานผู้ป่วย ทั้งนี้ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ประสานงานกับเทศบาล/องค์การบริหารส่วนตำบล ดูแลเรื่องคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน ให้มีปริมาณสารคลอรีนตกค้างตามเกณฑ์มาตรฐาน

ด้าน นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ แม้ว่าจะมีสาเหตุเกิดโรคต่างกันแต่การติดต่อคล้ายคลึงกันคือ เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป เช่น อาหารปรุงสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ ก้อย หรืออาหารที่มีแมลงวันตอมหรืออาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ โดยไม่ได้แช่เย็น และไม่ได้อุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน ผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวข้างต้นสามารถแพร่เชื้อได้ทางอุจจาระ และติดมากับมือ หากเป็นผู้ปรุงอาหารหรือเสิร์ฟอาหารจะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้มากขึ้น

 

ข้อมูลจาก  http://www.thairath.co.th/edu