5 เรื่องเด่น ที่เด็กไทยต้องรู้ก่อนรวมอาเซียน

ภาพจากเว็บ  aec.upyim.com

                  นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า สพฐ.เตรียมความพร้อมขับเคลื่อนการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยที่ประชุมหารือและทำข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิบัติ ที่จะลงรายละเอียดในการส่งเสริมตัวผู้เรียน โดยที่ประชุมพูดถึงสาระการเรียนรู้ ซึ่งกำหนดหัวข้อที่จะส่งเสริมผู้เรียนไว้ 5 เรื่อง คือ

1.การรู้จักอาเซียน เรียนรู้ให้เข้าใจบริบทเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และวิถีชีวิตของประเทศอาเซียนทั้งหมด อาทิ เพลงชาติของแต่ละประเทศ โดยจะส่งเสริมให้เด็กเข้าใจ ถ้าเป็นไปได้เด็กควรร้องเพลงชาติของแต่ละประเทศได้ด้วย เพราะมีความสำคัญแสดงออกถึงความเข้าใจให้เกียรติกันและกัน

2.คุณค่าและเอกลักษณ์ นักเรียนจะได้เรียนรู้ ต้องยอมรับและปรับตัวในความหลากหลาย

3.การเชื่อมโยงโลกและท้องถิ่น

4.การส่งเสริมความเสมอภาคและความยุติธรรม

5.ความร่วมมือเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน เพราะเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ต้องเน้นความร่วมมือในกลุ่มประเทศสมาชิกเพื่อให้เกิดประเทศที่ยั่งยืน

นายชินภัทร กล่าวต่อไปว่า นี่คือจุดที่ สพฐ.ต้องส่งเสริมเพื่อให้มีการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง จากนี้ไปการที่นักเรียนแสดงออกเกี่ยวกับอาเซียนจะไม่ยึดติดเพียงการแต่งกาย และการถือธงชาติเท่านั้น แต่จะลงลึกที่นักเรียนจะต้องนำสาระของอาเซียนมาต่อยอด ทั้งในเชิงของการอภิปราย เสวนา และดีเบตในประเด็นต่างๆ ให้รู้ถึงอาเซียนอย่างแท้จริง

 

ข้อมูลจาก  http://www.siamrath.co.th

Advertisements

นักเรียนร้อยละ 40 อยู่ไม่ได้โดยไม่มีมือถือ

ภาพจากเว็บ  hilight.kapook.com

                ในการบรรยายเรื่อง “วัยรุ่นไทยก้าวร้าวจริงหรือ?” ในงานประชุมวิชาการจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ครั้งที่ 17 “เด็กไทยกับปัญหาความรุนแรง” ณ โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ ได้เปิดเผยผลสำรวจเด็กไทยกว่า 3,000 คน ในหัวข้อหนึ่งวันในชีวิตเด็กไทย พบว่า เด็กไทยส่วนใหญ่ใช้เวลาในการนอนหลับวันละ 8 ชั่วโมง โดยร้อยละ 35.5 เล่นเฟซบุ๊ค ไลน์ วอทแอป และคุยโทรศัพท์เป็นสิ่งสุดท้ายก่อนนอน และร้อยละ 51.1 เช็คโทรศัพท์เป็นอย่างแรกเมื่อตื่นนอน โดยผู้หญิงติดเครือข่ายทางสังคมออนไลน์เหล่านี้มากกว่าผู้ชาย

ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า เด็กไทยใช้เวลาแต่ละวันในการดูโทรทัศน์ 3 ชั่วโมง ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถืออีก 3 ชั่วโมง โดยมือถือจะเป็นทุกอย่างในชีวิตเด็ก จากการสำรวจร้อยละ 42.5 บอกว่า อยู่ไม่ได้โดยไม่มีโทรศัพท์มือถือ โดยเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ร้อยละ 75.7 ใช้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ร้อยละ 20 ใช้มือถือระหว่างอยู่ในห้องเรียน และเด็กที่ใช้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์มักจะไม่ค่อยระวังตัว โดยเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว นำไปสู่การแลกเบอร์และนัดพบ และร้อยละ 28.7 รู้สึกว่าตัวเองเคยถูกคุมคามจากเพื่อนใหม่บนเครือข่ายเหล่านั้น

ในเรื่องความรุนแรง ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ กล่าวว่า ความรุนแรงมีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกาจะมีอยู่มาก ประเทศไทยยังไม่ได้มีถึงขนาดนั้น คนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงความรุนแรงก็จะนึกถึงเด็กอาชีวะ ทั้งๆ ที่ความรุนแรงในเด็กมัธยมก็มี แต่มักไม่ค่อยเป็นข่าว สื่อมักจะจับจ้องแต่เด็กอาชีวะ แต่ในความเป็นจริงเมื่อลงไปศึกษาจะพบว่า มีความรุนแรงในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาเป็นจำนวนมาก จากการเก็บข้อมูลแนวโน้มความรุนแรงในเด็กที่ถูกกรรโชกทรัพย์ ถูกทำร้ายร่างกาย พบเห็นการพกพาอาวุธร้ายแรงในสถานศึกษา โดยเปรียบเทียบ 3 ปี คือ ปี 2548 2551 และ 2554 พบว่า มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี

จากการศึกษางานวิจัยของต่างประเทศ และงานวิจัยของสถาบันฯ เอง พบว่า ตัวชี้วัดที่เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงมาจากหลายปัจจัย อาทิ ตัวเด็กเองขาดต้นแบบที่ดีในชีวิต ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ครอบครัวไม่มีเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน พอมาโรงเรียน ก็พบความล้มเหลวทางด้านการเรียน ถูกทำร้ายหรือกรรโชกทรัพย์ในโรงเรียน ความสุขในการมาโรงเรียนลดลงไปเรื่อยๆ อยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ใช้ความรุนแรง ชุมชนที่อยู่อาศัยก็มีความรุนแรงในชุมชนบ่อยครั้ง เสพสื่อหรือเกมที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ทั้งนั้น

ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า ช่วงอายุที่สำคัญมากๆ สำหรับการเติบโตของบุคคล คือ ช่วงเด็กเล็ก วัย 0-5 ปี และช่วงเวลาที่ลูกกำลังเข้าสู่วัยรุ่น การสื่อสารกับลูกในช่วงวัยนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และควรพยายามทำความรู้จักกับกลุ่มเพื่อนสนิทของลูกด้วย นอกจากนี้พื้นที่ในโรงเรียนก็มีความสำคัญ เราควรยุติกลไกอำนาจนิยมในโรงเรียน ให้เด็กได้มีพื้นที่บอกกล่าวในสิ่งที่เขาสนใจ ให้เขาได้ค้นพบตัวเองตั้งแต่ ม.ต้น การมีระบบแนะแนวเพื่อช่วยเหลือเด็กเป็นสิ่งสำคัญ และระบบการจัดการของโรงเรียนควรจะต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการสอนเด็กที่มีความหลากหลายอีกด้วย

 

ข้อมูลจาก  http://www.matichon.co.th

ข้อสอบ PAT 2 วิทย์ผิดอีก สทศ.ขอเช็คก่อน

ภาพจากเว็บ http://www.niets.or.th

             วันที่ 4 มี.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้จัดทดสอบแบบวัดความถนัดทั่วไป (GAT) และแบบวัดความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) ครั้งที่ 2/2556 ระหว่างวันที่ 2-5 มี.ค.56 ล่าสุดนักเรียนชั้น ม.6 ได้โพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ http://www.dek-d.com ระบุว่าข้อสอบ PAT2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ ที่สอบเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมาในช่วงเช้า

พบว่าคำถามในพาร์ทวิชาชีววิทยาข้อที่ถามว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใดที่ทำลายเชื้อโรคด้วยวิธีฟาโกไซโทซิลเป็นหลัก ซึ่งมีตัวเลือก ดังนี้ 1.อิซิโนโซฟิล 2.เบโซฟิล 3.โมโนไซต์ และ 4.นิวโทรฟิลล์ มีคำตอบที่ถูกต้อง 2 ข้อ คือ ข้อ 3.โมโนไซต์ และ 4.นิวโทรฟิลล์ โดยระบุว่าอ้างอิงตามหนังสือสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ทั้งนี้ นักเรียนได้เรียกร้องให้ สทศ.ออกมาชี้แจง ขณะเดียวกันก็ลุ้นด้วยว่าอาจจะได้คะแนนฟรีด้วย

นายสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สทศ. (บอร์ด สทศ.) กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานจากนายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการ สทศ.ว่ามีข้อสอบ PAT2 เกิดข้อผิดพลาด เนื่องจากไม่สามารถติดต่อนายสัมพันธ์ได้ อย่างไรก็ตาม คงต้องให้ทางคณะกรรมการออกข้อสอบกลับไปตรวจสอบความถูกต้องของข้อสอบอีกครั้ง และหากมีข้อสอบผิดพลาดจริง ทาง สทศ.ได้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว โดยอาจจะยกประโยชน์ให้แก่นักเรียน โดยนักเรียนที่ตอบคำตอบในข้อที่ถูกข้อใดข้อหนึ่ง หรือตอบทั้ง 2 ข้อก็จะได้คะแนน

ทั้งนี้ที่ผ่านมา สทศ.ได้กำชับคณะกรรมการออกข้อสอบให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดมากที่สุดแล้ว แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นจึงอยากฝากนักเรียนทุกคนไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้คะแนน แต่ขอให้รอผลการพิจารณาตรวจสอบก่อนว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการ สทศ. ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่จะต้องให้คณะกรรมการผู้ออกข้อสอบวิชาดังกล่าวเป็นผู้พิจารณาความถูกต้อง ตามหลักวิชาการ หากพบว่ามีข้อผิดพลาดจริงก็ต้องยกประโยชน์ให้เด็ก และหลังจากการสอบ GAT/PAT เรียบร้อยทุกวิชา ในวันที่ 5 มี.ค.56 สทศ.จะทำการตรวจสอบ ข้อสอบ และกระบวนการเฉลยคำตอบในทุกรายวิชาอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าข้อสอบมีความถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยกระบวนการดังกล่าวสทศ. จะดำเนินการทุกครั้งที่จัดสอบ ทั้งนี้สำหรับการจัดสอบGAT/PATตั้งแต่วันที่ 2-4 มี.ค.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยังไม่พบการทุจริต

 

ข้อมูลจาก  http://www.siamrath.co.th

 

เรียนด้านไอทีไม่มีตกงาน…แต่ต้องเก่ง

 ภาพจากเว็บ  icare.kapook.com

               “อุตสาหกรรมไอที” ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เหตุเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ขณะที่ตลาดยังมีความต้องการแรงงานไอทีสูง “สวทช.” แนะคนไอทีพัฒนาทักษะเพิ่มผ่านกลไกรัฐช่วยหนุน ผ.อ.”ไอเอ็มซี” ชี้คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ

ปัญหาจำนวนแรงงานหรือบุคลากรระดับผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เคยเพียงพอของวงการไอทีกลายเป็น “ประเด็นคลาสสิค” ที่ยังไม่มีทีท่าจะเบาบางลง แต่กลับกันยิ่งดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นแปรผันตรงแถมยังตามหลังแบบห่างๆ เมื่อเทียบกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและยิ่งดูสถานการณ์จะยิ่งย่ำแย่เมื่อวัดกันถึงแรงงานระดับ “คุณภาพ” ที่จะสามารถต่อยอดเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมได้มากกว่าจะเป็นแรงงานไอทีทั่วไป หลักสูตรตามไม่ทันเทคโนฯ

นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)กล่าวว่า ส่วนของภาคไอทีนั้นแรงงานเข้าขั้น “ขาดแคลนหนัก” โดยมีหลายปัจจัย เช่น หลักสูตรการเรียนการสอนตามสถาบันการศึกษา ไม่ได้รับการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงให้ทันกับโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเร็วมาก ส่วนใหญ่หลักสูตรที่สอนตามมหาวิทยาลัยก็จะมุ่งเน้นการสอนตามทฤษฏีหลักๆ แต่ไม่เน้นในเรื่องของการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

“ปัญหาสำคัญ คือ เราตามเทคโนโลยีกันไม่ทัน หลักสูตรการเรียนการสอนที่มีเมื่อนักศึกษาจบมา ไม่ตรงกับคุณสมบัติหรือความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ไทยเสียโอกาสในการพัฒนาคนเก่งๆ ในเรื่องไอที ดังนั้นจึงมีความพยายามระหว่างหน่วยงานด้านไอทีของประเทศ และสถาบันการศึกษาในการพัฒนาคนให้เหมาะกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม”

นางสุวิภา กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันแรงงานด้านไอทีในไทยทั้งอุตสาหกรรมมีเพียงแค่ 50,000 คน แต่ละปีเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 5,000 คน เท่านั้น ซึ่งหากเทียบกับประเทศเวียดนามแล้ว ถือว่าไทยยังห่างไกลมาก เพราะเวียดนามมียุทธศาสตร์ในเรื่องนี้ชัดเจนโดยตั้งเป้าว่าปี 2015 จะต้องมีโปรแกรมเมอร์ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน

“ต้องยอมรับว่า แรงงานไอทีของไทย ยังหาคนที่เก่งจริงๆ ยาก เราต้องพยายามพัฒนาแรงงานไอทีเฉพาะทางให้เพิ่มขึ้นมากกว่านี้ ขณะที่ แรงงานไอทีที่มีอยู่แล้ว ต้องพยายามเพิ่มทักษะ หรือ Re-skill ตัวเองขึ้นมาให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ต้องไปหาความรู้เพิ่ม ซึ่งความรู้พวกนี้ปัจจุบันสามารถเรียนผ่านเว็บได้ทั้งหมด มีเครื่องมือที่เข้าถึงง้ายขึ้นกว่าในอดีต ขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไก จูงใจคนที่คิดจะเข้ามาสู่แรงงานภาคไอทีว่า เขาสามารถพัฒนาทักษะและขึ้นเป็นเจ้าของกิจการได้ ไม่ใช่เป็นได้แค่ลูกจ้างเท่านั้น”

อย่างไรก็ตามเธอยังบอกด้วยว่า แรงงานไอที ควรต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะในระดับโปรเจค แมเนจเม้นท์ เพราะเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะสามารถใช้เอาท์ซอร์สจากประเทศเพื่อนบ้านได้

“ขณะนี้ สวทช.กำลังผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงบริษัทในอุตสาหกรรม เพื่อสอนหลักสูตรในด้านไอทีที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เมื่อเด็กจบมาก็ให้ฝึกงานกับบริษัทนั้นๆ ได้เลย ดิฉันมองว่า เด็กไทยเก่งๆ รวมถึง บุคคลากรด้านไอทีขณะนี้ยังรับทักษะใหม่ๆ ได้อีกมาก แต่ต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะนี้ รัฐเองก็มีกลไกสนับสนุนในเรื่องของภาษี คือ ให้พนักงานไปพัฒนาทักษะไอทีเพิ่มเติม แล้วนายจ้างสามารถนำค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาหักภาษีได้” นางสาวสุวิภา กล่าว

ย้ำ”คุณภาพ”สำคัญกว่าปริมาณ นายธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี ศูนย์รวมข้อมูลเชิงวิชาการสำหรับอุตสาหกรรมไอซีทีในไทย ระบุว่า แรงงานไอทีเป็นปัญหาที่มีมาต่อเนื่อง แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าการผลิตบุคลากรให้ได้ปริมาณตามความต้องการของตลาดคือ “คุณภาพ” รวมถึงยังควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่คนไทยถนัด เพราะพื้นฐานคนไทยส่วนใหญ่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ดีกว่าการเป็นผู้ผลิตหรือพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการใช้งานในองค์กรขนาดใหญ่

“เราต้องเน้นเรื่องของคุณภาพมากกว่ามองเรื่องตัวเลขแรงงานอย่างเดียว เหมือบกับอาชีพหมอที่ยุคไหนๆก็ไม่เพียงพอ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นหมอได้หมด แต่ต้องดูด้วยว่าเราถนัดทางไหน ดูจากภาพรวมแล้วจุดแข็งของไทยที่มองเห็นคือ การทำเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ที่จะเห็นว่ามีบริษัทเกิดใหม่เกี่ยวกับไอทีช่วงนี้เยอะ และเป็นไปได้มากกว่าการจะเป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์องค์กรใหญ่ๆ หรือรับงานเอาท์ซอร์สจากต่างประเทศ”

ผู้อำนวยการไอเอ็มซียังมองว่า การสร้างแรงงานด้านไอทีอาจไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงไอซีทีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการที่มีบทบาทโดยตรงต่อการสร้างพื้นฐานการศึกษา เพราะคนจะเก่งด้านไอทีควรต้องมีพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์แข็งแกร่ง ซึ่งควรต้องได้รับการกระตุ้นหรือส่งเสริมด้วยการศึกษาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

ส่วนค่าแรงไอทีสำหรับตลาดไทยจัดอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศในแถบเดียวกัน เช่น เวียดนามและฟิลิปปินส์ ซึ่งค่าแรงไอทีเริ่มต้นโดยเฉลี่ยยังไม่เกิน 10,000 บาท ขณะที่ไทยมีค่าแรงขั้นต้นสูงกว่ามาก และเกินกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 15,000 บาทมานานแล้ว

อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่ากังวลกว่าคือ ความสนใจของเยาวชนที่ปัจจุบันเริ่มมองสาขาวิชาที่เรียนง่าย ไม่ซับซ้อน จบแล้วมีงานทำ ทำให้กระแสการเรียนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเริ่มน้อยลงไปด้วย

วิศวะ-ไอที ตลาดยังต้องการ ด้านนางสาวธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ไทย-เวียดนาม กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย จำกัด บริษัทให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลครบวงจร กล่าวถึงแนวโน้มการจ้างแรงงานปี 2556 ว่า ตำแหน่งที่คนทำงานมองหามากที่สุด คือ การตลาด วิศวะ และไอที ซึ่งปี 2555 มีผู้สมัครงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบทุกสายอาชีพ โดยตำแหน่งการตลาดเป็นตำแหน่งที่คนทำงานมองหามากที่สุด แต่จำนวนเปิดรับยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มคนทำงาน ทำให้เกิดการแข่งขันสูง

พร้อมกันนี้ สภาพการจ้างงานในประเทศกำลังพัฒนาจะต้องการแรงงานระดับปฏิบัติการเพิ่มมากขึ้น แต่กลับเกิดสถานการณ์ “Talent shortage” หรือขาดแคลนแรงงานที่มีขีดความสามารถสูง หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่เป็นที่ต้องการขององค์กรต่างๆ ในระดับบริหารงาน

 

ข้อมูลจาก : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20130206/489083/แรงงานไอทีไทยเข้าขั้น-โคม่า.html

จีนใช้กระดาษวัดสารพิษในอาหารแล้ว

ภาพจากเว็บ  wana.exteen.com

             ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเทียนจิน ซึ่งตั้งอยู่ในภาคเหนือของจีนสามารถสร้างระบบทดสอบความปลอดภัยของอาหารได้แล้ว ซึ่งจะทราบผลได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

สำนักข่าวซินหวาของทางการจีนรายงานว่า อุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งคาดว่า จะออกมาตีตลาดในอีกไม่ช้า มีลักษณะเป็นกระดาษวัดระดับสารปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งอาจเป็นจุลินทรีย์ก่อโรค หรือสารตกค้างของยา ที่มีอยู่มากเกินไป โดยระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพของกระดาษในห้องทดลองของมหาวิทยาลัยพบว่า กระดาษได้เปลี่ยนสี ซึ่งบ่งชี้ว่ามีองค์ประกอบทางเคมีหลากหลายถึงกว่า 60 ชนิดในตัวอย่างอาหาร

ศาสตราจารย์หวัง ซั่ว รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเทียนจินกล่าวว่า ตามปกติแล้ว การตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารต้องผ่านเครื่องจักรในการทดสอบ และกระบวนการในห้องทดลองหลายขั้นตอน แต่ด้วยกระดาษทดสอบนี้จะทำให้ตรวจพบสารอันตรายบางอย่างได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

ศาสตราจารย์หวังยังการันตีความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์นี้ โดยระบุว่า คณะผู้วิจัยได้รับสิทธิบัตรในระดับชาติถึง 13 ใบสำหรับกระดาษทดสอบดังกล่าว และขณะนี้กำลังคิดค้นหาทางทำให้การผลิตลดต้นทุนให้ถูกลง เพื่อที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถหาซื้อได้ แต่มิได้เปิดเผยว่า สนนราคาของกระดาษนี้ตกประมาณสักกี่หยวน

การคิดค้นพัฒนากระดาษทดสอบสารปนเปื้อนในอาหารเกิดขึ้น หลังจากมีข่าวครึกโครมเกี่ยวกับอาหารปนเปื้อนสารพิษบนแดนมังกรมาหลายครั้ง นับตั้งแต่นมปนเปื้อนสารเมลามีน ไปจนถึงเนื้อไก่ ที่มีปริมาณยาปฏิชีวนะ และฮอร์โมนสูงเกินกว่ามาตรฐานความปลอดภัย

 

ข้อมูลจาก   http://www.manager.co.th

 

สร้างปืนแสงเลเซอร์ทำลายอุกกาบาต

ภาพจากเว็บ

               นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยอาวุธลับแบบในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อรับมือกับดาวเคราะห์น้อยที่จะ เข้ามาชนโลก เป็นเครื่องฉายแสงเลเซอร์พลังงานแสงอาทิตย์ มีอานุภาพเผาผลาญให้มอดไหม้กลายเป็นไอหมดได้ภายในเวลา 60 นาทีเท่านั้น

พวกเขากล่าวอวดว่า ปืนรังสีเลเซอร์จะ สามารถต่อสู้กับดาวเคราะห์น้อยขนาดโตใหญ่กว่า ดาวเคราะห์น้อย “2012 DA 14” ที่โคจรมาใกล้โลก เมื่อไม่กี่วันมานี้ตั้ง 10 เท่าได้ ตั้งแต่ยังอยู่ระยะห่างไกลขนาดดวงอาทิตย์ “เราจำเป็นที่จะต้องเปิดฉากรุก ไม่ใช่คอยแต่รับ ไม่ใช่จะมาหดหัวอยู่ เราก็มี ปัญญาที่จะลงมือทำอะไรได้” นักวิทยาศาสตร์ผู้ เคยเริ่มงานกับโครงการ “เดอ สตาร์” เมื่อปีกว่ามาแล้วกล่าว

โครงการ “เดอะ สตาร์” นี้คิดออกแบบขึ้นเพื่อจะใช้พลังแสงอาทิตย์ แปลงให้เป็นมัดลำแสงเลเซอร์ ใช้ทำลาย หรือแผดเผาดาวเคราะห์น้อยที่เป็นอันตรายกับโลกได้ โดยอาจผลักดันให้หันเหเปลี่ยนทาง และยังอาจใช้เป็นเครื่องมืออันทรง คุณค่า เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางแร่ธาตุของดาวเคราะห์น้อยอีกด้วย

ข้อมูลจาก  http://www.thairath.co.th

ตำนานดาวตอนที่ 4 สงครามมหาเทพ

ภาพจากเว็บ  www.bloggang.com

                  จากตอนที่ 3  กองทัพเทพรุ่นใหม่ นำโดยซูส  ได้ยกทัพต่อสู้กับกองทัพของเทพไทแทน ซึ่งนำโดยแอตลาส  และต่สู้กันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่าสิบปี ก็ไม่มีใครแพ้ใครชนะอย่างเด็ดขาด   พระแม่ไกอาหรือพระแม่ธรณีจึงแนะนำให้ซูสไปปล่อยไซคลอปและยักษ์ซึ่งยังถูกขังอยู่ในเหวลึกอันมืดมิด (เราเรียกกันว่า นรก)  แล้วดึงไซคลอปกับยักษ์มาเป็นพวก

ไซคลอปนั้นมีอำนาจวิเศษ รู้แหล่งที่ซ่อนของอาวุธวิเศษและสามารถให้พรได้   จึงตอบแทนซูส โดยบอกที่ซ่อนของอาวุธวิเศษและให้พรวิเศษ   โดยให้ซูสสามารถควบคุมสายฟ้าได้ (เทพเจ้าสายฟ้า)   มอบหมวกเหล็กแห่งรัตติกาลที่เมื่อสวมใส่จะล่องหนได้   เฮเดสใช้หมวกนี้เข้าไปอาวุธเคียวมาจากโครนัส   โพไซดอนได้หอกสามง่ามวิเศษและนำไปต่อสู้กับพระบิดา(โครนัส) จนได้รับชัยชนะ

เมื่อฝ่านของตนได้รับชัย ซูสก็ขึ้นครองสวรรค์   แบ่งพื้นที่บนโลกให้พี่น้องครอบครองกันคนละส่วน   และตัดสินให้โครนัส กับบรรดาเทพไทแทนที่เป็นอริ ไปขังไว้ที่คุกเดิมของพวกไซคลอป (นรก ตรุ ทาร์ทารัส)    และผู้ที่ถูกลงโทษหนักที่สุดก็คือ แม่ทัพแอตลาส ซึ่งถูกสั่งให้เป็นผู้แบกสวรรค์ไว้ตลอดไป

อธิกวินาที คืออะไร

ภาพจากเว็บ  dou.us

             อธิกวินาที (leap second) มาจาก คำว่าอธิก แปลว่า การเพิ่ม เช่นคำว่า ปีอธิกสุรทิน คือ ปีที่มีการเพิ่มวันที่ 29 เข้าไปในเดือนกุมภาพันธ์ อันเนื่องมาจากปีหนึ่งๆ มีเวลาเท่ากับ 365 วันกับอีก 1/4 วัน ดังนั้น 4 ปีจึงรวมเป็น 1 วันคือเพิ่มไปในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ อธิกมาส แปลว่า ปีที่มีการเพิ่มเดือนทางจันทรคติ คือปีที่มีเดือน 8 สองครั้ง เป็นต้น ดังนั้น อธิกวินาที ก็คือการเพิ่มวินาทีนั่นเอง

เวลานั้นคือที่สิ่งที่มนุษย์เรากำหนดขึ้นโดยสังเกตจากธรรมชาติ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับเวลาให้เข้ากับธรรมชาติ แต่เดิมมนุษย์เราก็อาศัยดวงอาทิตย์เป็นสิ่งที่บอกเวลาในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนก็อาศัยการดูดาวฤกษ์เป็นเครื่องบอกเวลา ต่อมามนุษย์เราก็มีเครื่องมือบอกเวลาก็คือนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาในยุคแรกๆ ที่เป็นนาฬิกาลูกตุ้ม นาฬิกาควอทซ์ จนกระทั่งพัฒนามาถึงนาฬิกาอะตอมซึ่งอาศัยการสั่นของอะตอมของธาตุกัมมันตรังสีที่มีความเที่ยงตรงสูงมาก มากเสียยิ่งกว่าเวลาที่โลกหมุนจริง ซึ่งไม่เที่ยงตรงเท่า แต่เราก็ต้องยึดเวลาตามธรรมชาติเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องปรับเวลาที่เที่ยงตรงมากนี้ ให้ไม่เที่ยงตรงตามธรรมชาติ คือตามการหมุนของโลก โดยการเพิ่มวินาทีในบางปี

การเพิ่มวินาทีนี้จะทำในวันที่ 30 มิถุนายน ในเวลาสิ้นสุดของวันคือในช่วงกลางปี และวันที่ 31 ธันวาคมคือในปลายปี ในเวลาสิ้นสุดของวันเช่นกัน โดยเอาเวลามาตรฐานสากลที่กรีนิช เป็นเกณฑ์ในการตั้ง ดังนั้นใน 1 วันที่มีอยู่ทั้งหมด 86,400 วินาที วันที่มีอธิกวินาทีก็จะมี 86,401 วินาที

แต่อธิกวินามีจะไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวเหมือนปีอธิกสุรทินที่มี  4 ปีครั้งหนึ่่ง สาเหตุก็เพราะว่าโลกนั้นหมุนเร็วช้าไม่สม่ำเสมอ ในแต่ละปี เร็วบ้างช้าบ้าง แต่ในภาพรวมแล้วโลกจะหมุนช้าลง จึ่งทำให้นาฬิกาอะตอมที่เที่ยงตรงมากไม่ตรงกับเวลาธรรมชาติ จึงต้องเพิ่มหรือลดวินาที แต่ที่ผ่านมานั้นเพิ่มทั้งสิ้น

ในทางดาราศาสตร์จะใช้การสังเกตดวงอาทิตย์ที่ผ่านตำแหน่งหนึ่งๆ ครบหนึ่งรอบหรือในเวลากลางคืนใช้วิธีสังเกตจากดวงดาวเรียกว่าเวลาสุริยะ (Universal time 1: UT1) โดยมีองค์กรหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เทียบเวลาการหมุนของโลกเทียบกับตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้า โดยเปรียบเทียบกับเวลา UTC (เวลาที่ได้จากการเฉลี่ยเวลาจากนาฬิกาอะตอมที่ตั้งอยู่ตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก)คือเวลาที่ใช้อ้างอิงการหมุนของโลก เมื่อพบว่าเวลาทั้งสองต่างกันมาก ก็จะมีการเพิ่มหรือลดวินาทีดังกล่าวข้างต้น

โดยเมื่อเทียบเวลา UT 1 กับเวลา UTC แล้วแตกต่างกันเกิน 0.9 วินาที ก็จะมีการเพิ่มหรือลดวินาทีขึ้น โดยจะมีการประกาศเป็นครั้งๆ ไป โดยการเพิ่มวินาทีนั้นเช่น โดยปกติเมื่อถึงเวลา 23.59 :59 แล้วก็จะเป็น 00.00:00 แต่ถ้าเป็นอธิกวินาทีจะได้ว่า 23.59 :59 จากนั้นจะเป็น 23.59:60 แล้วจึงขึ้นวันใหม่เป็น 00.00:00 ตามลำดับ ซึ่งในวันนี้ 30 มิถุนายน 2555 (ตามเวลากรีนิช ก็จะมีการเพิ่มวินาทีเช่นกัน เทียบกับเวลาในไทยคือ UTC+7 ก็จะเป็นเวลา 06.59:59 ต่อด้วย 06.59:60 และตามด้วย 07.00:00 ตามลำดับในเช้าวันนี้นั้นเอง

ทีมา : รายการวิทยาสามนาที โดย อาจารย์สิทธิชัย จันทรศิลปิน

สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 21.30น.-21.33น. ทุกวัน

ข้อมูลจาก  http://www.sciencenaru.com