วัยเด็กของนักประดิษฐ์รถยนต์

ภาพจากเว็บ  medsai.net

                   เฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) หนึ่งใน นักคิดแถวหน้าของโลก ผู้ริเริ่มการประดิษฐ์รถยนต์    ในวัยเด็ก ฟอร์ดถูกตั้งความหวังจากคุณพ่อวิลเลียม (William Ford) ว่า จะต้องสืบทอดกิจการทำฟาร์มของครอบครัว แต่หนูน้อยฟอร์ดไม่ชอบสิ่งที่พ่อพยายามจะมอบให้ เขาชอบการประดิษฐ์คิดค้น ชอบเครื่องยนต์กลไก ทำให้คุณพ่ออารมณ์เสียอยู่บ่อยๆ

โชคดีที่มีคุณแม่แมรี่ (Mary Ford) คอยสนับสนุน ให้กำลังใจ และทำให้ฟอร์ดเชื่อว่า เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆที่มีกลไกน่าจะมีประโยชน์ และสร้างสรรค์สู่สิ่งที่ดีได้ในอนาคต แต่คุณแม่ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จของ “นายช่างฟอร์ด” เพราะต้องจากไปในขณะที่ฟอร์ดยังเป็นเด็กวัยรุ่น แต่ในเวลาต่อมา เขาก็ได้สร้างอาณาจักรแห่งการผลิตรถยนต์ ที่ถ้าคุณแม่แมรี่มองลงมาจากสวรรค์ก็คงจะปลื้มใจที่สนับสนุนลูกได้ถูกทาง

 

ข้อมูลจาก  http://www.neutron.rmutphysics.com

Advertisements

ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton)

ภาพจากเว็บ  www.electron.rmutphysics.com

                          ไม่มีกฎ หรือสมการใด ที่นักฟิสิกส์และนักเรียน – นักศึกษาวิทยาศาสตร์ต้องใช้มากเท่า F = ma ซึ่งเป็น กฎว่าด้วยการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน และเป็นกฎที่ให้ความหมายอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดของ“แรง” แม้แต่เมื่อไอน์สไตน์ให้กำเนิดทฤษฎีสัมพัทธภาพ และสมการเกี่ยวกับแรงและผลจากการกระทำของแรง จะมิใช่แบบง่าย ๆ คือ F = ma หากมีส่วนที่เป็นเรื่องของมวล ( m ) ที่มีค่าไม่คงที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่นักฟิสิกส์รุ่นเยาว์และแม้แต่นักฟิสิกส์รุ่นใหญ่ในปัจจุบัน ก็ยังสามารถใช้สมการ F = ma สำหรับการเคลื่อนที่ของวัตถุโดยทั่วไปได้อยู่ดี ทั้งนี้เพราะ สมการของนิวตัน (F = ma) ถึงแม้จะไม่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์ในทุกกรณีของการเคลื่อนที่ของวัตถุ แต่ก็ยังใช้ได้ สำหรับการเคลื่อนที่ของวัตถุส่วนใหญ่ ที่มนุษย์ทั่วไปเกี่ยวข้อง

เช่นเดียวกับกรณีของแรงดึงดูดโน้มถ่วง นิวตันให้กำเนิดทฤษฎีและสมการที่ใช้คำนวณหาแรงดึงดูดโน้มถ่วง ระหว่างวัตถุ 2 ชนิด ทั้งใหญ่และเล็ก ดังเช่น แรงดึงดูดระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ออกมาเป็นสมการง่าย ๆ คือ F = G m 1 m 2 / r 2 โดยที่ G เป็นค่าคงที่ของความโน้มถ่วง (Gravitational Constant ) m 1 และ m 2 เป็นมวลของวัตถุ ที่ดึงดูดซึ่งกันและกัน และ r เป็นระยะห่างระหว่างวัตถุทั้งสอง ถึงแม้ต่อมา ไอน์สไตน์ ได้ให้กำเนิด ทฤษฎีสัมพัทธภาพภาคทั่วไป ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็คือ ทฤษฎีแรงดึงดูดโน้มถ่วง ที่มีความถูกต้องกว่าทฤษฎีของนิวตัน แต่โดยทั่ว ๆ ไป นักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากสมการของนิวตันได้อย่างถูกต้อง ในระดับที่เป็นประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องใช้สมการ ที่เป็นกฎความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์ ซึ่งใช้ยาก

เมื่อเปรียบเทียบนิวตันกับไอน์สไตน์ ยอดนักฟิสิกส์ทั้งสอง มีทั้งความแตกต่างและความคล้ายคลึงกัน ส่วนที่แตกต่างกัน คือ ไอน์สไตน์ จะไม่มีความไวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ จากคนอื่น ๆ ต่อทุก ๆ เรื่อง ที่เกี่ยวกับตนเองเท่านิวตัน กล่าวง่าย ๆ คือ ไอน์สไตน์ไม่ใจน้อยเท่านิวตัน ส่วนที่เหมือนกัน คือ ทั้งสองต่างก็เป็นยักษ์ใหญ่นักวิทยาศาสตร์ที่อ่อนน้อมถ่อมตน

สำหรับส่วนของนิวตัน เขาได้กล่าวในจดหมายที่เขาเขียนถึง โรเบิร์ต ฮุค ว่า “ถ้าข้าพเจ้าได้เห็นไกลกว่าคนอื่นๆ แล้ว ก็เป็นเพราะว่า ข้าพเจ้าได้อาศัยยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ใหญ่หลายตน”

 

ข้อมูลจาก  Physics World

วัยเด็กของนักประดิษฐ์หลอดไฟ

ภาพจากเว็บ  siweb.dss.go.th

                  ในบรรดานักวิทยาศาสตร์บันลือโลก โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) “อัล” เป็นนักประดิษฐ์แถวหน้า ผู้นำแสงสว่างมาขจัดความมืดมิด ในฐานะผู้คิดค้นหลอดไฟ และคิดค้นสิ่งแปลกใหม่อื่นๆอีกมากมายกว่าพันชนิด

ในวัยเด็ก “อัล” ได้ร่ำเรียนหนังสือจริงๆแค่ 3 เดือนเท่านั้น เพราะเริ่มเข้าเรียนประถมตอนอายุ 8 ขวบ แต่ไม่ค่อยจะสนใจเรื่องที่ครูสอนจากตำรา มัวไปมองเรื่องรอบตัว จนครูพวกอยู่แต่ในกรอบทนไม่ไหว ดุด่าว่ากล่าวว่าเป็นเด็กแสนทึ่ม จนสุดที่คุณแม่ แนนซี่ แมทธิวส์ เอลเลียตต์ (Nancy Matthews Elliott) จะทนไหว ก็เลยพาลูกออกจากโรงเรียนไปสอนเองที่บ้านประสาแม่ลูก

เอดิสันพูดถึงคุณแม่แนนซี่ว่า “แม่คือผู้สร้างผมขึ้นมา เป็นผู้หญิงที่เชื่อมั่นในตัวผม แม่ทำให้ผมรู้สึกว่ามีคุณค่าที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่ผมต้องไม่ทำให้ผิดหวัง”

คุณแม่แนนซี่ยังเปิดโอกาสให้ “อัล” ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ทั้งๆที่ครอบครัวเอดิสันก็ไม่ได้ร่ำรวย แต่คุณแม่แนนซี่ก็หารือกับคุณพ่อแซมมวล (Samuel Edison) และช่วยกันสร้างห้องทดลองใต้ดินให้พ่อหนูอัล ซึ่งอายุแค่ 10 ขวบ เพื่อให้ลูกชายได้ทดลองอะไรต่อมิอะไรได้ตามใจปรารถนา

หากไม่ใช่เพราะมีคุณแม่แนนซี่ โลกนี้ก็คงไม่มีนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ กับผลงานหลายหลากที่ทำให้โลกเราพัฒนาไปอย่างมีความสุข เช่น เครื่องเล่นจานเสียง กล้องถ่ายภาพยนตร์ เครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ และผลงานสำคัญที่สุด คือ การประดิษฐ์หลอดไฟ แสงสว่างของโลก

 

ข้อมูลจาก  http://www.neutron.rmutphysics.com

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)

ภาพจากเว็บ  www.neutron.rmutphysics.com

                     ในแทบทุกผลการสำรวจหาบุคคลสำคัญของยุคสมัยต่าง ๆ และวงการต่าง ๆ ของสำนักต่าง ๆ ชื่อของ ไอน์สไตน์ จะโดดเด่นติดอันดับสุดยอดเสมอ และสำหรับผลการสำรวจของ Physics World ก็เช่นเดียวกัน ไอน์สไตน์ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นสุดยอดนักฟิสิกส์โลกอันดับสูงสุด

ความโดดเด่นของไอน์สไตน์ มิใช่เพียงเรื่องของ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทั้งภาคพิเศษและภาคทั่วไป (ที่ยังชวนพิศวง จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทฤษฎีสัมพัทธภาพภาคทั่วไป) หรือผลงานทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล คือ ทฤษฎีปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก (ที่นำเอาความคิดเรื่องแสงเป็นอนุภาคมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม) หรือเรื่องของการเคลื่อนที่แบบบราวเนียน (ที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์ มีวิธีที่จะวัดขนาดโมเลกุลของน้ำอย่างเป็นรูปธรรม เป็นครั้งแรก) เท่านั้น หากยังเป็นเรื่องของความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างเด่นชัดอีกด้วย๊

ความเป็นวิทยาศาสตร์ที่แสดงออกมา ด้วยการกล้าเสนอความคิดนอกกรอบอย่างท้าทาย ดังเช่น การเสนอเป็นหลักการพื้นฐานของทฤษฎีสัมพัทธภาพว่า แสงมีความเร็วคงที่เสมอ ในสุญญากาศ (คือ 186,000 ไมล์ ต่อวินาที หรือ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที) โดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาพการเคลื่อนที่ของต้นกำเนิดแสง และผู้สังเกต

และการยอมรับความคิดเห็นหรือหลักการของคนอื่น ถ้ามีเหตุอันสมควร ทั้งๆ ที่ขัดกับความรู้สึกส่วนตัว ดังเช่นเรื่องของ ทฤษฎีควอนตัม ซึ่งโดยความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ไอน์สไตน์ไม่ชอบ จนกระทั่งกล่าวบ่อย ๆ ว่า “พระเจ้า ไม่เล่นเกมกับจักรวาลหรอก” แต่เมื่อข้อมูลหลักฐานและแนวคิดของนักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ สนับสนุนทฤษฎีควอนตัม ไอน์สไตน์ก็ต้องยอมรับ และยังได้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญ สร้างพัฒนาการสำคัญใหม่ ๆ ให้กับทฤษฎีควอนตัมด้วย

 

ข้อมูลจาก  Physics World