นีลส์ บอร์ (Niels Bohr)

ภาพจากเว็บ www.thaigoodview.com

                     นีลส์ บอร์ เป็นชาวเดนมาร์ก เป็นเจ้าของทฤษฎีแบบจำลอง หรือ โครงการของอะตอมที่รู้จักเรียกกันว่า แบบจำลองอะตอมของบอร์ ซึ่งเชื่อมโยงความคิดเชิงควอนตัม ในเรื่องของการรับและปล่อยพลังงานโดยอะตอม และตำแหน่งของอิเล็กตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียส

ก่อนหน้า นีลส์ บอร์ แบบจำลองอะตอมที่มีการเสนอกันมาก่อน คือ ของโจเซฟ จอห์น ทอมสัน (Joseph John Thomson) และของ เออร์เนสต์ รัทเทอร์พอร์ด ( Ernest Rutherford) แต่แบบจำลองอะตอมของบอร์ เป็นแบบที่กำหนดตำแหน่งของอิเล็กตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียสว่า อิเล็กตรอนจะโคจรอยู่รอบนิวเคลียสได้อย่างมีเสถียรภาพเฉพาะบางตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับโมเมนตัมเชิงมุมของอิเล็กตรอน แล้วอิเล็กตรอนก็จะสามารถโคจรรอบนิวเคลียสได้อย่างไม่ต้องเสียพลังงาน (ตามธรรมชาติของอิเล็กตรอน ซึ่งถ้าเคลื่อนที่อย่างมีความเร่ง และการที่อิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียส ก็แสดงว่า อิเล็กตรอนเคลื่อนที่อย่างมีความเร่ง เนื่องจากทิศทางเปลี่ยนตลอดเวลา) และแบบจำลองอะตอมของบอร์ยังอธิบายว่า อิเล็กตรอนจะเปลี่ยนตำแหน่งหรือวิถีโคจรได้แบบ การกระโดดอย่างควอนตัม (Quantum Jump) ระหว่างวิถีโคจรของอิเล็กตรอนเท่านั้น

นีลส์ บอร์ มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการความรู้เกี่ยวกับอะตอม และการปลดปล่อยพลังงานของอะตอม หรือ พลังงานนิวเคลียร์ เขามีส่วนร่วมอย่างสำคัญในโครงการ แมนฮัตตัน (Manhattan Project) เพื่อสร้างระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมาจากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ จนกระทั่งโครงการประสบความสำเร็จ …

แต่เมื่อได้เห็นฤทธิ์เดชอันน่าสะพรึงกลัวของระเบิดนิวเคลียร์ ที่ถูกนำไปใช้กับมนุษย์ที่ฮิโรชิมา และเห็นการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ หลังสงครามโลกครั้งที่สองอย่างบ้าคลั่ง เขาก็มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ เพื่อการใช้ประโยชน์ของพลังงานนิวเคลียร์อย่างสันติ อย่างให้พลังงานนิวเคลียร์รับใช้มนุษยชาติ เขาเป็นคนจัดการสัมมนาอะตอมเพื่อสันติ (Atom For Peace Conference) เป็นครั้งแรกที่กรุงเจนีวา ในปี ค.ศ.1955 และได้รับรางวัลอะตอมเพื่อสันติ (Atom For Peace Award ) เป็นคนแรกในปี ค.ศ.1957

ข้อมูลจาก  Physics World

Advertisements

เจมส์ คลาร์ก แมกซ์เวลล์ (James Clerk Maxwell)

ภาพจากเว็บ  www.clerkmaxwellfoundation.org

                     ฟิสิกส์ยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ยี่สิบ ซึ่งประกอบด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์และทฤษฎีควอนตัมเป็นหลัก ทำให้ฟิสิกส์ยุคเก่าแทบทั้งหมด ต้องกลายเป็นของเก่า ที่มีขีดจำกัดในการใช้งาน ดังเช่นสมการสำหรับการเคลื่อนของนิวตัน และความคิดในเรื่องของผลการวัดที่เกี่ยวเนื่องกับตำแหน่งและเวลา ซึ่งตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ ถือว่าเกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกพิจารณาไม่ได้ แต่ก็มีฟิสิกส์ยุคเก่าจากศตวรรษที่สิบเก้าทฤษฎีหนึ่ง ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากพัฒนาการของฟิสิกส์ยุคใหม่ คือ ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของเจมส์ คลาร์ก แมกซ์เวลล์

                   เจมส์ คลาร์ก แมกซ์เวลล์ เป็นชาวสก็อตและเป็นนักฟิสิกส์คนแรก ที่เชื่อมโยงปรากฏการณ์ทางด้านไฟฟ้ากับทางด้านแม่เหล็กเข้าด้วยกัน เกิดเป็น สมการ (อมตะ) ของแมกซ์เวลล์ 4 ข้อ ที่นักฟิสิกส์ในอดีตแห่งศตวรรษที่สิบเก้าศึกษากัน และนักฟิสิกส์แห่งศตวรรษที่ยี่สิบ จนกระทั่งถึง (หรือจะเข้าถึง) ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็กำลังใช้งานกัน

จากทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์ ทำให้มนุษย์ได้รู้จักธรรมชาติของแสงอย่างที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำให้นักวิทยาศาสตร์บอกได้ว่า เมื่อประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่จะมีทั้งสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กเกิดขึ้นรอบประจุไฟฟ้า ซึ่งรวมกันเข้า จะเกิดเป็นรังสีหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 186,000 ไมล์ต่อวินาที เท่ากับความเร็วแสง และจริงๆ แล้ว แสงก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง

จากทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์ ทำให้ เฮนริช รูดอล์ฟ เฮิรตซ์ (Heinrich Rudolf Hertz) สามารถสร้างคลื่นและส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่รับได้โดยเครื่องรับห่างจากวงจรไฟฟ้าสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกไป เป็นการเริ่มต้นของยุคการสื่อสารด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

 

ข้อมูลจาก  Physics World