O-NET ม.6 ปีนี้ ภาพรวมดีขึ้น

ภาพจากเว็บ  www.thanyarat.ac.th

                      นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สทศ. ได้ประกาศผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ภาพรวมคะแนนเฉลี่ยเป็นที่น่าพอใจ โดยเพิ่มขึ้นใน 5 วิชาหลัก ดังนี้ ภาษาไทย เพิ่มขึ้น 5.31 คะแนน วิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้น 5.20 คะแนน สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพิ่ม 2.88 คะแนน ศิลปะ เพิ่มขึ้น 4.19 คะแนน และภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้น 0.33 คะแนน คณิตศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยเท่าเดิม 22.73 คะแนน และมีคะแนนเฉลี่ยลดลง 2 วิชาคือ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ลดลง 2.96 คะแนน และสุขศึกษาลดลง 0.91 คะแนน

ขณะที่ความยากง่ายของข้อสอบไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา สาเหตุที่นักเรียนทำคะแนนได้ดีขึ้น เป็นเพราะระดับนโยบาย ผลักดันให้นำคะแนนไปใช้อย่างจริงจัง ทั้งระดับเขตพื้นที่การศึกษา ที่ให้มีผลต่อการปรับปรุงคุณภาพของโรงเรียน และผู้สอน รวมถึงมีผลต่อการเข้าศึกษาต่อของนักเรียน ทำให้เด็กตั้งใจสอบมากขึ้น

นายสัมพันธ์กล่าวว่า ส่วนที่มีนักเรียนสอบได้ 0 คะแนน นั้น ต้องดูเป็นรายกรณี เพราะเท่าที่ดูมีทั้งไม่ได้ทำข้อสอบ และทำข้อสอบ แต่ไม่ถูกเลย ซึ่งคงต้องไปวิเคราะห์ว่าเกิดจากสาเหตุใด ทั้งนี้ แม้คะแนนในภาพรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึง 50% เพราะข้อสอบโอเน็ต เป็นข้อสอบแบบรวบยอด ซึ่งใช้ประเมินคุณภาพการเรียนการสอนในระดับชั้น ม.ปลาย ดังนั้น จึงต้องมีเนื้อหาสาระตั้งแต่ชั้น ม.4-6 ไม่ได้ออกเฉพาะเนื้อหา ม.6 เท่านั้น ซึ่งต่อไปโรงเรียนจะต้องปรับการเรียนการสอน ให้มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น

 

ข้อมูลจาก  http://www.matichon.co.th

Advertisements

ริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Feynman)

ภาพจากเว็บ   www-scf.usc.edu

                        ริชาร์ด ไฟน์แมน ได้ชื่อเป็นนักฟิสิกส์อารมณ์ดี ชอบตีกลองบองโก เป็นครูฟิสิกส์ในฝันของนักศึกษา เพราะสอนวิชาฟิสิกส์ได้สนุก โดยที่เจาะลึกเข้าถึงแก่นและความคิดใหม่ๆ ของฟิสิกส์ด้วย

ในวงการฟิสิกส์ปัจจุบัน ชื่อของริชาร์ด ไฟน์แมน จะคงอยู่อย่างยืนยาวนาน เพราะ เขาเป็นผู้ให้กำเนิดเทคนิคและวิธีการศึกษาฟิสิกส์เกี่ยวกับอนุภาคมูลฐานและกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งรู้จักกันในชื่อของ ไฟน์แมนไดอะแกรม (Feynman Diagram) และไฟน์แมนพาทอินทิกรัลส์ (Feynman Path Integrals)

ถึงแม้ไฟน์แมนไดอะแกรมและไฟน์แมนพาทอินทิกรัลส์จะไม่เป็นที่รู้จักกันในวงการวิทยาศาสตร์ทั่วไปอย่างแพร่หลาย ดังเช่นกฎว่าด้วยการเคลื่อนที่ของนิวตันหรือสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสสารกับพลังงาน คือ E=mc2 ของไอน์สไตน์ เพราะว่า ไฟน์แมนไดอะแกรม และ ไฟน์แมนพาทอินทิกรัลส์ ไม่ใช่สมการหรือเทคนิคที่มีรูปฟอร์มจำได้ง่ายๆ แต่รางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ประจำปี ค.ศ.1965 ที่เขาได้รับ (ร่วมกับ Sin-Itero Tomanaga และ Julian Schwinger) สำหรับผลงานเกี่ยวกับ Quantum Electrodynamics ก็เป็นหลักประกันอย่างดี สำหรับชื่อของ ริชาร์ด ไฟน์แมน ในวงการฟิสิกส์และวงการวิทยา ศาสตร์ระดับโลก

ริชาร์ด ไฟน์แมน เป็นชาวอเมริกัน เกิดปี ค.ศ.1916 มีชีวิตอยู่ถึงปี ค.ศ.1986 สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ฟิสิกส์จากเอ็มไอที (MIT) ในปี ค.ศ.1939 ซึ่งเป็นปีที่สงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้น ริชาร์ด ไฟน์แมน ไปศึกษาต่อปริญญาเอกฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน หลังสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาเอก เขาเดินทางไปร่วมงานในโครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลก คือ โครงการแมนฮัตตัน ในปี ค.ศ.1942 ที่ลอส อลาโมส

ริชาร์ด ไฟน์แมน เป็นคนที่มีทั้งความรู้และจินตนาการทางฟิสิกส์ที่ก้าวหน้า ในระหว่างทำงานอยู่กับทีมสร้างระเบิดนิว เคลียร์ ที่ลอส อลาโมส เขาได้ขอจดทะเบียนสิทธิบัตรสำหรับแบบของเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และเครื่องบินนิวเคลียร์

หลังสงครามโลกครั้งที่สองริชาร์ด ไฟน์แมน เข้ารับตำแหน่งประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัย คอร์เนลล์ และต่อมาย้ายไปอยู่ที่ California Institute of Technology หรือคาลเทค (Caltech) จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของการทำงาน

ระหว่างปี ค.ศ.1961-1963 ริชาร์ด ไฟน์แมน รับเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์ แก่นักศึกษาใหม่ เป็นเวลาสองปี โดยตามสอนแก่นักศึกษารุ่นเดียวกันจากปีหนึ่งถึงปีสอง ด้วยสไตล์การสอนที่มีชีวิตชีวา สนุกสนาน ทำให้นักศึกษาสนุกกับฟิสิกส์อย่างมาก

จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ริชาร์ด ไฟน์แมน สอนในห้อง ทั้งข้อความที่เขาเขียนบนกระดานดำ และบันทึกการสอนต่างๆ กลายมาเป็นชุดตำราฟิสิกส์ ชื่อ Feynman Lectures on Physics ที่รู้จักกันดีทั่ววงการฟิสิกส์โลก จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

สำหรับผลงานที่รู้จักเรียกกันว่า ไฟน์แมนไดอะแกรม เป็นเทคนิคเริ่มต้นจากการนำเสนอเพื่ออธิบายกลไกหรือกระบวนการที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างอนุภาคอิเล็กตรอนกับโฟตอน ซึ่งในปัจจุบัน พบว่าสามารถใช้กับปฏิกิริยาหรือปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างอนุภาคมูลฐานทุกชนิดได้

ในไฟน์แมนไดอะแกรม ริชาร์ด ไฟน์ แมน ได้เสนอภาพของปฏิอนุภาค ดังเช่นโปสิตรอน ว่าเป็นอนุภาคอิเล็กตรอนที่เดินทางย้อนเวลา

สำหรับไฟน์แมนพาทอินทิกรัลส์ ถึงแม้ความคิดเรื่อง Path Integrals จะมิใช่เรื่องใหม่หรือเกิดจากริชาร์ด ไฟน์แมน แต่เขาเป็นคนนำความคิดเรื่องพาทอินทิกรัลส์ มาใช้อย่างได้ผลจริงๆ ในทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม จนกระทั่งกลายเป็นอีกภาษาหรือเทคนิคหนึ่งของกลศาสตร์ควอนตัม นอกเหนือไปจากภาษาหรือเทคนิคที่รู้จักใช้กันทั่วไปของไฮเซนเบิร์ก หรือของชโรดิงเจอร์

ในปี ค.ศ.1986 ที่เกิดโศกนาฏกรรมยานขนส่งอวกาศแชลเลนเจอร์ ระเบิดกลางอากาศ ริชาร์ด ไฟน์แมน เป็นคนหนึ่งที่ได้รับเชิญจากองค์การนาซาให้ร่วมทีมศึกษาหาสาเหตุการระเบิด และเขาก็ได้ประกาศผลการศึกษาของเขาในระหว่างการถ่ายทอดสดโทรทัศน์ทั่วประเทศสหรัฐ ว่าสาเหตุเกิดจากประเด็นของยานอวกาศ ซึ่งสูญเสียความยืดหยุ่นตามคุณสมบัติพื้นฐาน จากการสัมผัสกับความเย็นจัด ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับกันและการค้นพบของเขาก็ถูกนำมาใช้ปรับปรุงยานขนส่งอวกาศในการเดินทางขึ้นสู่อวกาศต่อๆ มา ถึงปัจจุบัน

 

ข้อมูลจาก  Physics World

 

กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)

ภาพจากเว็บ  www.thefamouspeople.com 

                           กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์คนเดียวในโลก ที่ชื่อเป็นที่รู้จักกันดี สำหรับวงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลก จนกระทั่งเมื่อจะเอ่ยถึงชื่อของเขาแล้ว ก็เอ่ยเพียงชื่อแรกเท่านั้น โดยมิต้องเอ่ยนามสกุลหรือเป็นที่รู้จักเรียกกันด้วยนามสกุล ดังเช่น ไอน์-สไตน์ หรือนิวตัน กล่าวคือ ถ้าเอ่ยชื่อ กาลิเลโอ คนทั้งโลกก็จะนึกถึงเขาทันที ทั้ง ๆ ที่ชื่อและนามสกุลเต็มของเขา คือ กาลิเลโอ กาลิเลอี

กาลิเลโอ เป็นชาวอิตาลี มีชีวิตอยู่ระหว่าง ปี ค.ศ.1564 กับปี ค.ศ. 1642 ได้รับการยกย่องเป็นผู้นำโคมไฟแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ นำโลกให้สว่างไสวจากความมืดของยุคกลาง หรือยุคมืดอันยาวนานถึงประมาณหนึ่งพันปี โดยที่กาลิเลโอเอง เกือบจะต้องสังเวยชีวิตให้กับการต่อสู้เพื่อนำโลกเข้าสู่ยุคใหม่ของวิทยาศาสตร์ ตามมเส้นทางสู่สายวิชาชีพการเป็นแพทย์ แต่เมื่อเขาได้สัมผัสวิทยาศาสตร์พื้นฐานอย่างเจาะลึก ที่จำเป็นสำหรับวิชาชีพการแพทย์ เขาก็ตกหลุมเสน่ห์ของวิทยาศาสตร์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น หันหลังให้กับวิชาชีพแพทย ศาสตร์ หันมาศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง โลกการแพทย์จึงสูญเสียแพทย์ที่ชื่อกาลิเลโอ กาลิเลอี ในขณะที่โลกวิทยาศาสตร์ก็ได้นักวิทยาศาสตร์ ชื่อ กาลิเลโอ เข้ามาสู่วงการ

นาฬิกาที่มนุษย์ทั้งโลกใช้กันในปัจจุบัน เป็นนาฬิกาควอร์ตซ์ เป็นนาฬิการะบบดิจิทัล แม้แต่นาฬิกาเรือนใหญ่ในอาคารบ้านเรือน และในสำนักงานปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็เป็นนาฬิกาแบบดิจิทัล แต่ในอดีต ก่อนยุคนาฬิกาควอร์ตซ์ นาฬิกาแขวน นาฬิกาตั้งทั่วโลก ถ้วนเป็นแบบนาฬิกาลูกตุ้ม ซึ่งมีกำเนิดที่มาจาก ผลงานฟิสิกส์ผลงานแรกของกาลิเลโอ ขณะที่เขามีอายุเพียง 18 ปี นั่นคือ จากการสังเกตดูการแกว่งของโคม หรือตะเกียงสายยาว แขวนจากเพดานสูงในโบสถ์ แล้วพบว่า คาบการแกว่งของสิ่งที่เป็นลูกตุ้มสายยาว ขึ้นอยู่กับความยาวของสายลูกตุ้มเท่านั้นเอง๊

กาลิเลโอ มีผลงานสำคัญมากมายทางด้านฟิสิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุอย่างอิสระ เช่น วัตถุตกจากที่สูงอย่างอิสระ หรือ การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล์ ผลงานเหล่านี้ ทำให้กาลิเลโอมีชื่อเสียง แต่ก็ทำให้กาลิเลโอมีปัญหากับนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ เพราะการค้นพบ หรือทฤษฎีเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุของเขา ขัดแย้งกับของอริสโตเติล ซึ่งเป็นที่ยึดถือกันมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งพันปี

ผลงานของกาลิเลโอที่สำคัญที่สุด เด่นที่สุด แต่ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อทั้งวงการวิทยาศาสตร์ วงการศาสนา และตัวกาลิเลโอเอง คือ การค้นพบ และคำสอนของกาลิเลโอทางด้านดาราศาสตร์

กาลิเลโอ มิใช่คนแรกที่ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ขึ้นมา แต่เขาเป็นคนแรกที่สร้างกล้องโทรทัศน์ของเขาขึ้นมาเอง และใช้กล้องโทรทัศน์ของเขาส่องศึกษาท้องฟ้าและอวกาศ แล้วก็ได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ เกี่ยวกับอากาศและจักรวาล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงชนิดที่ตัวกาลิเลโอเองก็คาดไม่ถึง

ในยุคสมัยของกาลิเลโอ และก่อนหน้านั้น อันยาวนานนับเป็นพันปี วงการศาสนาที่มีบทบาทมากที่สุดในโลกยุโรป คือ ศาสนาคริสต์ ยึดถือคำสอนของอริสโตเติล เป็นเหมือนกับคัมภีร์ไบเบิล ใครก็ตามที่เชื่อและเผยแพร่ความคิดทฤษฎีที่ขัดแย้งกับอริสโตเติล ก็เสมือนหนึ่งเผยแพร่สิ่งที่ขัดแย้งกับคำสอนของพระเจ้า มีความผิดต้องถูกจับขึ้นศาลพระ และมีโทษถึงตายทีเดียว

ตัวอย่างของ “คนกล้า” ที่กล้าเผยแพร่ทฤษฎีความคิดที่ขัดแย้งกับอริสโตเติล คือ จิออร์ดาโน บรูโน (Giordano Bruno) นักดาราศาสตร์และนักบวชชาวอิตาลี ผู้ถูกเผาทั้งเป็น เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1600 (ขณะที่กาลิเลโอมีอายุ 36 ปี) เพราะเผยแพร่ความคิดทฤษฎีของ โคเปอร์นิคัส อย่างเปิดเผยว่า ดวงอาทิตย์ มิใช่โลก ที่เป็นศูนย์กลางจักรวาล (จักรวาลในความเข้าใจของยุคสมัยนั้น ก็เป็นเสมือนกับระบบสุริยะในปัจจุบัน ซึ่งเข้าใจกันว่า เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของจักรวาลแล้ว) ขัดแย้งกับทฤษฎีคำสอนของอริสโตเติล ว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

กาลิเลโอ อาศัยกล้องโทรทัศน์ของเขา ส่องดูดวงจันทร์ ค้นพบดวงจันทร์สี่ดวงของดาวพฤหัสบดี ค้นพบวงแหวนอันงดงามของดาวเสาร์ และค้นพบว่า ทางช้างเผือกที่ปรากฏเป็นทางขาวพาดในท้องฟ้านั้น ประกอบด้วยดวงดาวจำนวนมากมาย

กาลิเลโอเผยแพร่ทฤษฎีของโคเบอร์นิคัส ว่า ดวงอาทิตย์ มิใช่โลก เป็นศูนย์กลางของจักรวาล การค้นพบดวงจันทร์สี่ดวงของดาวพฤหัสบดี เป็นหลักฐานสำคัญว่า มิใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลหรอก ที่โคจรรอบโลก เพราะดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี มิได้โคจรรอบโลก แต่ก็เป็นหลักฐานที่ทำให้กาลิเลโอ เกือบต้องประสบกับชะตากรรม คือ ถูกจับเผาทั้งเป็น ดังเช่น จิออร์ดาโน บรูโน

ในช่วงชีวิตบั้นปลายของกาลิเลโอ เขาถูกศาลพระศาสนาคริสต์ ตัดสินว่า เขามีความผิด ความคิด คำสอน ของเขานั้นผิด หนังสือของเขาเป็นหนังสือต้องห้าม เขาถูกลงโทษด้วยการถูกจำขังอยู่ในบ้านของเขา แบบ “House Arrest”ตลอดชั่วชีวิตของเขา ทว่า ต่อๆมา ทางฝ่ายศาสนาก็ยอมรับว่า กาลิเลโอเป็นฝ่ายถูก

กาลิเลโอ เป็นหนึ่งในบรรดายักษ์ใหญ่ที่นิวตันได้อาศัยยืนบนไหล่ ทำให้มองเห็นได้ไกลกว่าคนอื่นๆ

 

ข้อมูลจาก  Physics World

เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก (Werner Heisenberg)

ภาพจากเว็บ  www.tumblr.com

                        ในระหว่างการขึ้นสู่อำนาจของ ฮิตเลอร์ และระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นักฟิสิกส์ชั้นยอดของประเทศเยอรมนีส่วนใหญ่ ทั้งที่มีเชื้อสายยิว และที่ไม่มีเชื้อสายยิว อพยพออกไปจากประเทศเยอรมนี ไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาหรือในยุโรป แต่ เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก เป็นหนึ่งในนักฟิสิกส์ชั้นยอดของเยอรมนีและของโลก ที่ไม่ยอมหนีไปจากเยอรมนี เพราะ หนึ่งคือ ความรักชาติ และสอง คือเขาไม่ต้องการที่จะเห็นฟิสิกส์ในเยอรมนีต้องตายไป

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า เยอรมนีเป็นประ เทศที่มีนักฟิสิกส์ชั้นยอดระดับโลก มากที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เอนริโด เฟอร์มี ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียสแบบฟิชชัน ปีเตอร์ ดีบาย ( Peter Debye ) นักฟิสิกส์ชาวเนเธอร์แลนด์ แต่ดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นผู้อำนวยการสถาบันไกเซอร์ วิลเฮล์ม ในกรุงเบอร์ลิน ทว่า เมื่อนาซีเรืองอำนาจ จนกระทั่งการระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สอง นักฟิสิกส์สำคัญเหล่านี้ก็พากันหนีหรืออพยพออกไปจากประเทศเยอรมนี

เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก เป็นนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของวงการฟิสิกส์โลก เขาได้รับรางวัลโนเบล สายฟิสิกส์ ประจำปี ค.ศ.1932 ขณะมีอายุเพียง 31 ปี เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทฤษฎีควอนตัม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “The Uncertainty Principle” หรือ หลักความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญหลักการหนึ่งของทฤษฎีควอนตัม และเป็นส่วนที่ทำให้ไอน์สไตน์ ไม่สู้จะสบายใจ เพราะไอน์สไตน์ไม่ชอบความไม่แน่นอน และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการรวมแรงพื้นฐาน 4 ชนิด เข้าด้วยกัน

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก เป็นหัวหน้าโครงการสร้างระเบิดอะตอมของเยอรมนี และการดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าโครงการสร้างระเบิดอะตอมของไฮเซนเบิร์กนี้เอง ที่ไปกระตุ้นให้เกิดโครงการสร้างระเบิดอะตอม (คือ โครงการ แมนฮัตตัน) ของประเทศฝ่ายสัมพันธ มิตร จนกระทั่งระเบิดอะตอมถูกสร้างขึ้นมาได้สำเร็จ ถึงแม้จะปรากฏเป็นความจริงภายหลังสงครามว่า ไฮเซนเบิร์ก มิได้มีความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง ที่จะเร่งสร้างระเบิดอะตอม ของฝ่ายนาซีเยอรมันให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว

 

ข้อมูลจาก  Physics World