วัยเด็กของนักฟิสิกส์อันดับหนึ่งของโลก

ภาพจากเว็บ  www.rmutphysics.com

                        อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผู้เกลียดการเรียนหนังสือ  มีวัยเด็กที่ไม่น่าเชื้อซึ่งตรงข้ามกับภาพลักษณ์ที่เราได้รู้จักเขาในตอนที่มีชื่อเสียงแล้วค่อนข้างมากเลยทีเดียวครับ

ไอน์สไตน์เกิดในครอบครัวชาวยิวในเมืองอูล์ม (Ulm) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของเยอรมนี พ่อของเขาดำเนินกิจการโรงงานผลิตเครื่องไฟฟ้าเล็กๆ โรงหนึ่ง ภายหลังเกิดมาไม่นาน ครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองมิวนิก และเขาได้ใช้ชีวิตในเมืองมิวนิกจนถึงอายุ 15 ปี จึงได้จากไปเรียนต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สมัยเรียนชั้นประถม ผลการเรียนของไอน์สไตน์อ่อนมาก อีกทั้งความสามารถในการใช้ภาษาพัฒนาไปได้ช้ามาก จนพ่อแม่ยังคิดว่า ไอน์สไตน์มีไอคิวต่ำมาก แม้เติบโตจนอายุ 9 ขวบ ก็ยังไม่สามารถสื่อความหมายด้วยภาษาพูดได้รู้เรื่องเท่าไร

ภายหลังเข้าเรียนในโรงเรียน ปรากฏว่า ไอน์สไตน์เป็นเด็กที่ไม่มีสติปัญญาความสามารถอะไร พวกเพื่อนนักเรียนเรียกเขาว่า “นักเพ้อฝันที่น่ารัก” และมักเยาะเย้ยกลั่นแกล้งเขาเป็นนิจศีลพ่อของเขารับทราบจากคำวิจารณ์ของคุณครูว่า “สมองของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ทึมทื่อ ความสามารถด้านการสมาคมอ่อนด้อย ไม่มีจุดดีเด่นอะไรสักอย่าง” พ่อรู้สึกผิดหวังมาก แต่ไอน์สไตน์ชอบวิชาวรรณคดีและคณิตสาสตร์ และความชอบในสองวิชานี้ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่กระนั้นก็ตาม ผลการเรียนของสองวิชาก็ดีกว่าวิชาอื่นๆ เล็กน้อยเท่านั้น เขาเกลียดวิชาประวัติ- ศาสตร์และภาษาละติน ในชั่วโมงเรียนวิชาประวัติศาสตร์และภาษาละติน เขาจะนั่งอยู่ในที่นั่งด้วยสมองที่ว่างเปล่า แม้แต่หน้าหนังสือเรียนก็ไม่อยากพลิกดู คุณครูไม่พอใจพฤติกรรมของเขามาก และเพราะผลการเรียนของเขาอยู่อันดับสุดท้ายเป็นประจำ คุณครูจึงรู้สึกเหลืออดเหลือทนต่อเด็กที่ถูกเข้าใจว่าเป็นคนปัญญาอ่อนคนนี้มาก จึงมักจะพูดดูถูกเหยียดหยามเขาอยู่เสมอ

เมื่ออายุ 10 ขวบ ไอน์สไตน์ถูๆ ไถๆ เข้าไปเรียนในโรงเรียนมัธยม แม้ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์จะดีกว่าวิชาอื่นมาก แต่ก็ไม่ได้ช่วยยกระดับผลการเรียนทั่วไปให้ดีขึ้น ช่วงนี้เขาเริ่มสนใจอ่านหนังสือที่ทางโรงเรียนไม่ได้สอน เช่นหนังสือของยูคลิด (Euclid) นิวตัน (Isaac Newton) สปิโนซา (Benedict Spinoza) และเดส์คาร์ตส์ (Rene Descartes) เป็นต้น และเขาพอเข้าใจเนื้อหาสาระของทฤษฎีความคิดในหนังสือเหล่านี้ไม่น้อย

ภายหลังไอน์สไตน์ได้เล่าถึงชีวิตในวัยเยาว์ช่วงนี้ว่า เขามีความต้องการใฝ่หาความรู้แรงกล้ามาก แม้ในโรงเรียนมีครูออกมากมาย แต่เป็นเรื่องแปลกที่ไม่มีครูสักคนที่มองเห็นความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของไอน์สไตน์เลย มิหนำซ้ำทางโรงเรียนกลับอ้างผลการเรียนอ่อนด้อยของเขาเป็นการถ่วงการเรียนของนักเรียนคนอื่นๆ เป็นเหตุผลอเปหิเขาออกจากโรงเรียน คนที่ค้นพบพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ของเขา คือคุณอาของเขาที่เป็นนายช่างในโรงงานของพ่อเมื่อตอนอายุ 14 ปี พ่อเห็นชอบให้คุณอาช่วยสอนวิชาพีชคณิตและเรขาคณิตแก่เขา

ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ความสามารถของเขาได้พัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นวิชาแคลคูลัสหรือเรขาคณิตวิเคราะห์ เขาเข้าใจหมด และเขายังเริ่มสนใจความรู้เกี่ยวกับแสง สิ่งเหล่านี้ส่อให้เห็นแววพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ของเขาจะเปล่งประกายเจิดจ้าในอนาคต เมื่อตอนอายุ 15 ปี โรงงานของพ่อเป็นอันต้องเลิกล้มกิจการไป ครอบครัวของเขาจึงอพยพไปอยู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เหลือแต่เขาอยู่ในเมืองมิวนิกคนเดียว เพื่อจะได้เรียนต่อจนจบหลักสูตร

เนื่องจากไอน์สไตน์มีความสนใจต่อวิชาคณิตศาสตร์มากเหลือเกิน คุณครูจึงเสนอแนะให้เขาย้ายไปเรียนในโรงเรียนที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์ เขาเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของคุณครู เขาจึงลาออกจากโรงเรียนที่เรียนอยู่ และทำใจปล่อยวาง เดินทางไปท่องเที่ยวในอิตาลีระยะหนึ่ง ระหว่างอยู่ในอิตาลี เขาได้รับทราบข่าวการรับสมัครสอบคัดเลือกเข้าวิทยาลัยเฟเดอรัลโปลีเทคนิค (Federal Polytechnic) ในเมืองซูริก สอบวิชาคณิตศาสตร์เพียงวิชาเดียว เขาจึงเดินทางไปสมัครสอบด้วยความมั่นใจ และเขาก็สอบเข้าเรียนในแผนกไฟฟ้าได้ตามคาด

ในวิทยาลัยเฟเดอรัลโปลีเทคนิค ไอน์สไตน์สนใจวิชาฟิสิกส์มากกว่าวิชาอื่นๆ เขาเรียนจบและได้ปริญญาเมื่ออายุ 21 ปี แต่เพราะเขาเป็นคนยิว ไม่มีสัญชาติสวิส จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะรับราชการได้ เขาจึงเป็นครูสอนหนังสือตามบ้านไปพลาง ศึกษาค้นคว้าวิชาฟิสิกส์ไปพลาง จนกระทั่ง ค.ศ.1902 เขาจึงได้สัญชาติสวิส และเขาได้ไปรับราชการในเมืองเบิร์น

สามปีต่อมา ไอน์สไตน์ได้เขียนบทความหลายเรื่องลงในวารสารอันนาเลนแดร์ฟิสิก (Annalen der Physik) หลายเรื่อง เช่น “Quantum Theory”, “Special Theory of Relativity” และ “Brownian Movement Theory” เป็นต้น ความคิดเกี่ยวกับความรู้ด้านฟิสิกส์เหล่านี้ ทำให้เขาได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการมาก ขณะนั้นเขาเป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง 26 ปีเท่านั้น

หลังจากนั้นเป็นเวลานานถึง 10 ปี คือ ค.ศ. 1915 เขาจึงได้เสนอบทความเรื่อง ทฤษฎีความสัมพัทธ์ทั่วไป (General Theory of Relativity) ในทฤษฎีความสัมพัทธ์ทั่วไป มีข้อสันนิษฐานข้อหนึ่ง เห็นว่า ลำแสงจากดาวฤกษ์ดวงหนึ่งส่องมายังโลก เมื่อลำแสงผ่านใกล้ดวงอาทิตย์จะเกิดการหักเห

ค.ศ.1919 นักวิทยาศาสตร์อังกฤษสองคนได้ทำการทดสอบพิสูจน์ข้อสันนิษฐานข้อนี้ในขณะที่เกิดสุริยคราส ผลการทดลองปรากฏว่าเป็นจริงตามที่ไอน์สไตน์ได้สันนิษฐาน ทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วโลก และในปี 1921 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์

ระหว่างปี ค.ศ.1920-1930 ไอน์สไตน์ได้รับเชิญไปบรรยายวิชาฟิสิกส์ในต่างประเทศบ่อยๆ และนับว่าโชคดีที่เขาอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ตอนที่ฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจในเยอรมนีในเดือนมกราคม ค.ศ.1933 เพราะชาวยิวที่มีชื่อเสียงเป็นเป้าหมายศัตรูตัวสำคัญของพวกนาซี เขาจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักวิจัยประจำในสถาบันวิจัยก้าวหน้า (Institute for Advanced Study) ที่เมืองพรินซตัน และ ค.ศ.1941 เขาได้สัญชาติอเมริกัน ช่วงปัจฉิมวัย ไอน์สไตน์มีความห่วงใยต่อผลเลวร้ายของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อสังคมมนุษย์มากขึ้นทุกที ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1939 เขาได้เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ แฟรงกลิน รูสเวลต์ เตือนให้ระวังอันตรายที่นาซีเยอรมันกำลังพัฒนาระเบิดปรมาณูอยู่

ภายหลังปี ค.ศ.1945 เขามีบทบาทเป็นผู้นำรณรงค์เพื่อให้นานาชาติทำสัญญาควบคุมการใช้พลังงานนิวเคลียร์ อันที่จริงเขาเป็นนักรณรงค์เพื่อสันติภาพตั้งแต่ ค.ศ.1914 เขาเห็นว่า วิทยาศาสตร์สามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้นได้ แต่ก็ทำลายมนุษย์ได้ด้วย

 

ที่มา : ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 15 มีนาคม 2547

โฆษณา

ตำนานดาวตอนที่ 8 ขโมยไฟให้มนุษย์

ภาพจากเว็บ http://www.dek-d.com

                               โพรมิธิอัส ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะนำไฟมาให้นมุษย์ได้นไปใช้สร้างความเจริญให้จงได้   ซูสเองก็สั่งให้ทหารคุ้มกันไฟที่อยู่บนยอดเขาโอลิมปัสอย่างหนาแน่น   พระนางอรีน่าจึงให้ความช่วยเหลือโพรมิธิอัสอีกครั้ง  โดยพระนางทรงบอกทางลับในการขึ้นหุบเขาให้โพรมิธิอัสรู้

                               โพรมิธิอัส ลอบขึ้นเขาโอลิมปัสในตอนกลางคืน  ตามทางลับที่อรีน่าได้บอกไว้  แล้วนำไฟไปมอบให้แก่มนุษย์ได้สำเร็จ  การกระทำของโพรมิธิอัสครั้งนี้สร้างโกรธแค้นแก่ซูสยิ่งนัก  แต่พระองค์ก็ยังไม่กล้าจะทำอะไรโพรมิธิอัส    เพราะโพรมิธิอัสนั้นกความลับว่า ใครจะเป็นผู้มาล้มล้างพระองค์   จึงคิดอุบายเพื่อแก้แค้นโพรมิธิอัส โดยให้เทพช่าง เฮฟเฟสตัส  สร้างมนุษย์ผู้หญิงขึ้นมาเลียนแบบรูปร่างของเทพหญิง  ให้ เทพอรีน่า ประทานพรความฉลาด  เทพอโฟรไดติ ประทานเสน่ห์และความงาม  เทพเฮอร์มิส ประทานชีวิตให้  และทีเด็ดในการแก้แค้น คือ ซูส ประทานความอยากรู้อยากเห็นให้มนุษย์หญิงนี้ด้วย

                               มนุษย์หญิงคนแรกที่ถูกสร้างขึ้น ซูส พอพระทัยมาก ทรงประทานชื่อให้ว่า แพนดอรา  ทรงประทานหีบเล็กๆ ใบหนึ่งให้แพนดอราไป โดยย้ำหนักหนาว่าห้ามเปิดกล่องนี้อย่างเด็ดขาด   แล้วให้เฮอร์มิส นำตัวนางแพนดอราและหีบไปส่งให้กับ โพรมิธิอัส เพื่อเป็นของขวัญ

                               ด้านโพรมิธิอัส เห็นล่วงหน้าจึงปฏิเสธที่จะรับของขวัญนี้  ดังนั้น เฮอร์มิส จึงนำตัว แพนดอรา ไปมอบให้กับ เอพิมิอัส (น้องชายของโพรมิธิอัส) แทน   เมื่อเอพิมิอัสเห็นหน้านางแพนดอราก็หลงรักทันที  หลงลืมคำสั่งของพี่ชายว่าไม่ให้รับของขวัญจากซูส  รับนางแพนดอรามาเป็นภรรยาและให้กำเนิดลูกหลานมนุษย์รุ่นต่อๆ มา

                              ทั้งคู่ครองรักกันไประยะหนึ่งความอยากรู้อยากเห็นในใจของนางแพนดอราก็ประทุขึ้นมา   นางอยากรู้ว่าในหีบที่ซูสให้มานั้นบรรจุอะไรเอาไว้  จึงลองเปิดแงมดู ทำให้ ความโกรธ ความโลภ ความเกลียด ความแค้น ความอาฆาต วัยชรา ความเจ็บป่วย ความบ้า ตัณหาและราคะ  ต่างหลุดออกมาจากหีบที่ซูสผนึกไว้   นางแพนดอราตกใจแต่ก็รีบไปปิดหีบเอาไว้  เหลือเพียงสิ่งเดียวที่หลุดออกมาไม่ได้นั้นก็คือ ความสิ้นหวัง   จึงทำให้สิ่งเดียวที่มีมนุษย์เหลืออยู่ก็ คือ ความหวัง ในการดรงชีวิตอยู่ต่อไป นั้นเอง

                             ซูส โกรธโพรมิธิอัสมาก จึงลงโทษโดยการจับตัว โพรมิธิอัส ไปแก้ผ้าล่ามโซ่ไว้ที่ยอดเขาคอเคซัส ในตอนกลางของทุกๆ วันจะมีนกอินทรีย์มาจิกกินตับของ โพรมิธิอัส จนหมด  แล้วตอนกลางคืนตับนั้นก็จะงอกออกมาใหม่ดังเดิม  เป็นอย่างนี้ปีแล้ว…ปีเล่า   โดยซูสแจ้งว่า หากโพรมิธิอัส ยอมบอกว่าใครที่จะเป็นผู้ที่มาโค่นล้มพระองค์ให้สิ้นอำนาจ  พระองค์ก็จะลดโทษให้   แต่โพรมิธิอัสหาได้ยอมบอกไม่

                             สุดท้ายนางนิมฟ์เอเชีย ผู้เป็นแม่ของโพรมิธิอัส ซึ่งมีความสามารถพิเศษหยั่งรู้อนาคตได้เช่นกันก็อดทนเห็นลูกของตนถูกทรมานไม่ไหว  จึงเป็นผู้เผยความลับให้ซูสทราบเอง  โดยหวังว่าโพรมิธิอัสจะได้รับการอภัยโทษ   โดยเผยว่า  หากซูสได้นางนิมฟ์ เธติสเป็นชายาแล้วให้กำเนิดโอรส  โอรสผู้นี้จะเป็นผู้โค่นบัลลังก์ของซูสเอง   ทำให้ซูสหยุดความสัมพันธ์กันนางนิมฟ์ เธติสทันที  ซึ่งภายหลังได้ไปเป็นราชินีแห่งราชาเพเลอัส ให้กำเนิดโอรส ชื่อว่า อะคิลลิส  ซึ่งเป็นวีรบุรุษแห่งสงครามทรอย อันโด่งดัง

                             โพรมิธิอัส  ได้รับการลดโทษเพราะความช่วยเหลือของผู้เป็นแม่  ให้มีโซ่ล่ามติดตัวตลอดไปและต้องมีหินเล็กติดกับโซ่เอาไว้อีกทีหนึ่ง  มนุษย์จึงคิดค้นแหวน สร้อย ที่ฝังหินและอัญมณี แล้วนำมาสวมใส่เพื่อเป็นเครื่องแสดงความเคารพที่มีต่อโพรมิธิอัส ผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อมนุษย์

ตำนานดาวตอนที่ 7 โพรมิธิอัส ผู้สร้างมนุษย์

ภาพจาก  http://warut1715.wordpress.com

                             โพรมิธิอัส  เป็นเทพไทแทนที่เป็นบุตรของ เทพไอเอพพิทัส กับ นางนิมฟ์เอเชีย มีพี่น้องสี่ตน เป็นแฝดสองคู่ คือ คู่แรก ได้แก่ เมเนทิอัส กับ แอตลาส และคู่สอง ได้แก่  โพรมิธิอัส (แปลว่า เห็นล่วงหน้าหรือคิดก่อนทำ) กับ เอพิมิธิอัส  (แปลว่า เห็นทีหลังหรือทำแล้วค่อยคิด)

ไอเอพพิทัส (เป็นลุงของซูส) ก่อกบฏต่อต้าน ซูส ส่วนลูกๆ ก็แยกออกเป็นสองฝ่าย คือ เมเนทิอัส กับ แอตลาส นั้นเข้าทางพ่อของตน แต่ โพรมิธิอัส กับ เอพิมิธิอัส นั้นสนับสนุนซูส

เมื่อสงครามจบ ซูสเป็นฝ่ายชนะ ผลตอบแทนของทั้งสองกลุ่มจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  โดย เมเนทิอัสถูกฆ่าตาย แอตลาสถูกสั่งให้ต้องแบกสวรรค์ไว้ตลอดกาล  ส่วน โพรมิธิอัส กับ เอพิมิธิอัส นั้นได้รับความไว้ว่างใจจากซูสให้เป็นคนสนิท  และแต่งตั้งให้มีหน้าที่สร้างชีวิตขึ้นบนโลก ซึ่งในตอนนั้นบนโลกยังไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย

โพรมิธิอัส กับ เอพิมิธิอัส เดินทางมาที่โลกแล้วก็เอาดินมาปั้นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ โดย เอพิมิธิอัส นั้นเพลิดเพลินกับการปั้นมาก ปั้นไปก็เสกพรไป ไม่ได้ยั้งคิด  ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่น่าเกิดและดุร้ายหลายอย่าง  ส่วนโพรมิธิอัส นั้นค่อยๆ คิดปั้นสิ่งมีชีวิตอย่างสวยงามประณีตและคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน  ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่สวยงาม และที่สำคัญ โพรมิธิอัส ได้ปั้นมนุษย์โดยจำลองเลียนแบบรูปร่างของเทพเพศชาย (เขาปั้นเฉพาะผู้ชาย)  และในขณะที่เขาปั้นมนุษย์อยู่นั้น  พระนางอธีน่ามาตรวจงานแทนซูสพอดี ทรงพอพระทัยและมอบชีวิตให้แก่มนุษย์   มอบพระวิเศษให้มนุษย์มีความคิดเป็นของตนเอง  และสามารถเอาชนะเหนือสัตว์ทั้งปวงได้

หุ่นมนุษย์ทีโพรมิธิอัสปั้นนั้น ให้ความเคารพต่อเขาเป็นอย่างมาก  ทำให้ซูสนั้นไม่พอใจ เพราะมนุษย์ให้ความสคัญต่อโพรมิธิอัสมากกว่าตน  จึงสั่งไม่ให้สอนอารยธรรมให้แก่มนุษย์  ซึ่งโพรมิธิอัสเองก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี  แต่ผู้ที่ขัดคสั่งของซูสกลับเป็น พระนางอธีน่า พระธิดาองค์โปรดของซูสเอง

เมื่อซูสเห็นมนุษย์แข็งแกร่งขึ้นก็ ชักหงุดหงิดไม่พอใจ  พระองค์อยากรู้ว่า พระองค์มีความสำคัญต่อมนุษย์มากแค่ไหน  จึงสั่งให้ โพรมิธิอัส ไปสอนให้มนุษย์รู้จักการบูชาเทพเจ้า   โพรมิธิอัส รักมนุษย์ดั่งลูกหลานของตนเอง  ก็กังวลว่า หากมนุษย์ต้องหาเครื่องสังเวยให้กับเทพเจ้าทุกวันแล้วจะมีเวลาไปทมาหากินได้อย่างไร   จึงใช้อุบายฆ่าวัวตัวโต  แล้วแล่เนื้อแยกเป็นสองกอง  กองที่หนึ่งเป็นกองเนื้อสันส่วนที่ดีๆ แล้วเอาแผ่นพังผืดห่อหุ้มไว้(ดูไม่น่ากิน)  และกองที่สองเป็นกองกระดูกแล้วเอาแผ่นไขมันเนื้อติดมันห่อไว้(ดูไม่น่ากิน)

จากนั้น โพรมิธิอัส ได้ไปทูลซูสว่า จะเลือกเนื้อกองใด เมื่อซูสเห็นกองเนื้อก็ตัดสินใจเลือกกองที่สองซึ่งห่อไว้ด้วยไขมันเนื้อติดมัน   แต่เมื่อเปิดออกดูพบแต่กระดูกอยู่ภายใน ซูส แทบคลั่ง  พระองค์พิโรธมาก ไม่ยอมให้ไฟแก่มนุษย์ตามที่โพรมิธิอัสร้องขอ  และกล่าวว่า “ให้พวกมันกินเนื้อดิบๆ อย่างอย่างนั้นตลอดไป”

สถานที่ดูดาว ตอนที่3 อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

ภาพจากเว็บ  phatam-srichairiverinn.com

                        อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อยู่ที่แดนแม่น้ำสองสี  อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี   ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานหลายล้านปี  มีภาพวาดของมนุษย์ยุคหิน  มีเสาหินรูปร่างแปลกๆ  ทิวทัศน์ที่สวยงานเหมาะกับการถ่ายภาพ   สามารถชมแสงแรกของดวงอาทิตย์ในไทยได้ก่อนใครที่ผาชะนะได  (จุดตะวันออกสุดของประเทศ)  พื้นที่ใกล้เคียงมีน้ำตกสวยงามมากมาย  โดยเฉพาะน้ำตกแสงจันทร์ (Unseen Thailand)

                       ในตอนค่ำคืนบรรยากาศของที่นี้ก็ดีมากๆ เป็นลานกว้าง  สามารถชมดาวได้อย่างสวยงามเต็มอารมณ์   ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเตินได้ที่เว็บ http://park.dnp.go.th

สถานที่ดูดาว ตอนที่2 มอหินขาว

ภาพจากเว็บ  www.tlcthai.com

                                มอหินขาว  อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแคนลา  จังหวัดชัยภูมิ  เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยกลุ่มหินทรายสีขาว เรียงราย กระจัดกระจายออกเป็นกลุ่มๆ โดยแต่ละกลุ่มจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันอย่างน่าอัศจรรย์ เช่น  กลุ่มหินต้นไทร  กลุ่มหินโขลงช้าง  กลุ่มเสาหินห้าต้น เป็นต้น

                                บริเวณของมอหินขาวมีลักษณะเป็นลานกว้าง  และมีทัศนียภาพที่สวยงามเหมาะแก่การชมดาว  ออกจากนี้เงานของเสาหินยังสร้างบรรยากาศให้การดูดาวเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

                               ศึกษารายละเอียดเพื่อวางแผนการเดินทางได้ที่เว็บ http://park.dnp.go.th

ตำนานดาวตอนที่ 6 สงครามไทฟอน

ภาพจากเว็บ  www.learners.in.th

                            แม้ว่าสงครามระหว่างยักษ์กับเทพไทแทน ยักษ์จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป   แต่ความโกรธแค้นของพระแม่ไกอาก็หาได้ยุติไม่    พระนางไปพาลูกอีกตนหนึ่งของนางขึ้นมาจากทาร์ทาลัส  คือ ไทฟอน

ไทฟอนเป็นสัตว์ประหลาดน่ากลัวมาก  มีตัวสูงสุดฟ้าถึงดวงดาว  มือทั้งสองข้างแตกแขนงออกเป็นหัวมังกรนับร้อย  ตั้งแต่เอวลงมามีลักษณะคล้ายกับงู  มีปีกและดวงตาเป็นไฟ   เมื่อมันบุกเข้าไปในสวรรค์เหล่าเทพต่างตกใจกลัว  ต่างหนีเอาตัวรอดต่างๆกันไป  เทพบางองค์หนีไปไกลถึงอียีปต์  บางองค์แปลงกายไปเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ  ได้แก่  เอรีสเป็นปลา  ไดโอนิซัสเป็นแพะ  เฮฟเฟสตัสเป็นวัว  อพอลโลแปลงตัวเป็นว่าว  มีเพียงซูสและอธีน่าที่ปักหลักสู้กับไทฟอน

ซูสปล้ำกับไทฟอนและสามารถแทงไทฟอนได้   แต่ไทฟอนไม่ยอมแพ้และสู้จนกระทั้งสามารถตัดเอ็นมือและเอ็นเท้าของซูสได้   ไทฟอนนำตัวซูสไปกักขังไว้ในถ้ำและให้มังกรเดลฟีนเฝ้าไว้   ส่วนเอ็นมือและเอ็นเท้าของซูสไทฟอนซ่อนไว้ใต้หนังหมี

ต่อมาเฮอร์มิสและแพนได้หาอุบายไปขโมยเอ็นมือและเอ็นเท้าของซูสจากไทฟอนมาได้   และนำไปประกอบคืนให้กับซูส  เมื่อซูสออกจากถ้ำมาได้ก็ตามหาไทฟอนเพื่อแก้แค้น

หลังจากที่่ตามหาไทฟอนอยู่นาน  ซูสก็พบไทฟอนและสู้กันอย่างดุเดือด  จนถึงซิซิลีและซูสก็ยกภูเขาเอ็ดน่าทับไทฟอนไว้   กลายเป็นภูเขาไฟที่ไม่มีวันดับด้วยความโกรธแค้นของไทฟอนที่มีต่อซูส

มหัศจรรย์มนุษย์กับดวงดาว

ภาพจาก http://www.se-ed.com

                           หนังสือ “มหัศจรรย์มนุษย์กับดวงดาว” โดย นิพนธ์ ทรายเพชร อดีตนายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย 4 สมัย และอดีตผู้อำนวยการท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ พิมพ์ครั้งที่ 4 สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2555 จำนวน 144 หน้า  ISBN : 9740330304, 9789740330301 ราคาปกติ 200 บาท

เนื้อหาโดยย่อ ดังนี้

ดาว…บนฟ้ามีมาช้านาน มีมาตั้งแต่ยังไม่มีมนุษย์ในโลก มนุษย์เกิดมาก็พบว่ามีดาวเต็มฟ้าในยามราตรี และมีดวงอาทิตย์ส่องแสงจ้าในยามกลางวัน ดวงดาวจึงเป็นธรรมชาติที่มีอยู่มาก่อน มีอยู่ในปัจจุบัน และจะมีอยู่ต่อไปในอนาคต ฟังแล้วดูคล้ายกับว่าดวงดาวเป็นสิ่งถาวร มีความคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความจริงดวงดาวไม่มีความจีรังยั่งยืน ไม่คงที่ หากมีวิวัฒนาการ มีการเปลี่ยนแปลง จากดาวอายุน้อยเป็นดาวอายุมาก จากดาวที่ร้อนมากเป็นดาวที่ร้อนน้อย แต่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงยาวนานมาก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์ การศึกษาดวงดาวที่อยู่ไกลแสนไกลเป็นการศึกษาธรรมชาติในอดีต ยิ่งอยู่ไกลมากเท่าใด ย่อมมีทางเป็นไปได้ว่ามนุษย์ได้มองย้อนกลับไปในอดีตมากขึ้น

ดวงดาวเป็นธรรมชาติที่สวยงาม เมื่อใดที่เรามีโอกาสเห็นดาวเต็มฟ้า เราจะรู้สึกว่าฟ้านั้นเต็มไปด้วยความสงบปราศจากสิ่งรบกวนใดๆ การเรียนรู้เรื่องดวงดาวจึงจำเป็น ช่วยนำผู้เรียนไปสู่ความงาม ความสงบ และการมีเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ที่อยู่แสนไกล ซึ่งได้อำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ที่สนใจ ผู้ศึกษาค้นคว้าอย่างมหาศาล เป็นต้นว่าให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องระบบสุริยะ ดาวฤกษ์ ตลอดจนธรรมชาติของเอกภพในที่สุด และที่เป็นประโยชน์ใกล้ตัวมากกว่านี้คือการนำความรู้ทางดาราศาสตร์หรือการศึกษาดวงดาวแบบวิทยาศาสตร์มาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การกำหนดเวลา การกำหนดละติจูด-ลองจิจูดในการทำแผนที่โลก เป็นต้น ดวงดาวมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาเป็นเวลาอันยาวนาน มนุษย์นำชื่อดาวมาตั้งเป็นชื่อวันต่างๆ ในสัปดาห์ ตั้งแต่ยุคโบราณที่เชื่อว่าดาวเหล่านั้นเป็นเทพเจ้าหรือเทพธิดาอยู่บนสวรรค์ ชื่อวันเป็นมรดกตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่ามนุษย์จะได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดาวเหล่านี้อย่างมากมายก็ตาม

ความลึกลับมหัศจรรย์ของดวงดาวมีมาช้านาน ปัจจุบันกลายเป็นเสน่ห์ของท้องฟ้า มหัศจรรย์มนุษย์กับดวงดาวอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ สำหรับทุกคน ทุกชีวิตอยู่บนโลกเดียวกัน โลกที่ไม่อยู่นิ่ง แต่หมุนรอบตัวเองรอบละ 1 วัน และโคจรรอบดวงอาทิตย์รอบละ 1 ปี

สถานที่ดูดาว ตอนที่1 ท้องฟ้าจำลอง

                         ท้องฟ้าจำลองเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดและสะดวกที่สุดสหรับการดูดาวก็ว่าได้   เนื่องจากเราไม่ต้องอดทนง่วงนอนไปนั้งตากน้ำค้างเพื่อเฝ้าคอยดูดาวในยามค่ำคืน  โดยไม่รู้ว่าจะได้เห็นหรือไม่  เนื่องจากสภาพอากาศเป็นตัวแปรที่หลากหลายที่ทำให้ดวงดาวไม่สามารถปรากฎให้เราได้พบเห็น

แต่ที่ท้องฟ้าจำลอง สภาพอากาศในวันนั้นไม่มีผลใดๆ กับการดูดาวของที่นี้  สามารถเข้าชมเรียนรู้ได้ตลอดทั้งวัน (เวลากลางวัน)   การเดินทางสะดวกสบาย  สามารถเดินทางได้ทั้งทาง รถโดยสารประจทาง หรือ โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ปลายทางสถานีเอกมัย

ชื่อเต็มๆ ของท้องฟ้าจำลอง  คือ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลอง)  มีบริเวณกว้างขวาง ประกอบไปด้วย 6 อาคาร  ซึ่งใช้สำหรับจัดนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์  โดยเน้นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี อวกาศ และดวงดาว  เหมาะแก่การไปศึกษาหาความรู้เพื่อเตรียมตัวก่อนการออกไปดูดาวตามสถานที่จริง    ซึ่งควรเดินทางไปแต่เช้าเพื่อให้สามารถชมนิทรรศการได้อย่างเต็มอิ่ม

สามารถดูข้อมูเพิ่มเติมได้จากเว็บ  http://www.sciplanet.org

ตำนานดาวตอนที่ 5 สงครามเทพกับยักษ์

ภาพเฮอคิวลิส จากเว็บ th.wikipedia.org

                     หลังจากที่ซูสได้นั่งบัลลังก์เทพหลังสงครามไทแทนแล้ว  ก็ยังมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ   เนื่องจากพระแม่ไกอาต้องการให้ซูสปล่อยตัวโครนัสให้เป็นอิสระ  แต่ซูสหรือจะยอมเพราะเกรงว่าโครนัสจะกลับมาแก้แค้นตน   ดังนั้นแม้พระแม่ไกอาจะอ้อนวอนสักเท่าใดก็ไม่เป็นผล

แต่พระแม่ก็หาที่จะละความพยายามไม่  เพราะไม่ว่าซูสหรือโครนัสทั้งสองเทพต่างก็เป็นบุตรของพระนางเช่นกัน  แม้ว่าลูกจะทะเลาะกันแค่ไหนพระนางก็ไม่อยากจะให้ฝ่ายใดถูกลงโทษ   หลังจากที่อ้อนวอนซูสครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่เป็นผล  พระนางจึงวางแผนเรียก พวกยักษ์ อันเกิดจากเลือดของ ยูเรนัส ซึ่งตกลงบนตัวของพระนาง ให้เข้ามาพบ  แล้วมอบหมายตำแหน่งแม่ทัพให้แก่ยักษ์ที่ชื่อว่า อัลซียอนเนิส  พระนางปลุกใจให้พวกยักษ์กล้าที่จะสู้กับเทพ  และบังคับให้เทพีแห่งชะตากรรม ลิขิตชะตาให้พวกยักษ์ฆ่าไม่ตาย

ด้านเทพีชะตากรรม รู้ชะตาของพวกยักษ์แล้วว่าจะเป็นเช่นใด  แต่ก็อยากเอาใจพระแม่ไกอา  นางจึงหลีกเลี่ยงชะตากรรมให้พวกยักษ์ ว่า จะไม่ตายหากโดนเทพหรือมนุษย์แทงด้วยดาบ  แต่จะตายก็ต่อเมื่อโดนเทพและมนุษย์ร่วมมือกันแทงในหนเดียว  กระนั้นพระแม่ไกอาก็หาได้ไว้วางใจไม่  พระนางคิดจะหาสมุนไพรสำหรับชุบชีวิตยักษ์ที่ถูกเทพหรือมนุษย์ฆ่าตาย

ข่าวการกบฏนี้ก็ไปถึงซูสในที่สุด  สิ่งแรกที่ซูสทำก็คือ สั่งให้เทพแห่งดวงอาทิตย์  และเทพแห่งจันทรา หยุดส่องแสง  เพื่อที่จะได้ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังทำอะไร  แล้วก็ไปแอบเก็บยาสมุนไพรที่จะใช้ชุบชีวิตพวกยักษ์จนหมดเกลี้ยง

เมื่อเกิดการรบกันระหว่างยักษ์กับเทพ  รบกันนานเท่าใดเทพก็ไม่สามารถปราบยักษ์ลงได้สักที   ซูสจึงให้เทพีเฮราจัดการทำนายขึ้น  คำทำนายกล่าวว่า “ชัยชนะของเหล่าเทพจะไม่มีวันได้มา หากขาดความร่วมมือจากชายที่มีแม่เป็นมนุษย์ ”  ซึ่งก็คือ เฮอคิวลิส นั้นเอง

เฮอคิวลิส เข้าร่วมสงครามเข้ากับเหล่าเทพ   เขาบุกเข้าไปในกองทัพยักษ์ จับตัวแม่ทัพอัลซียอนเนิส แบกออกมานอกเขตเมืองพาเลนเน แล้วฆ่าทิ้งเสีย

(ที่ออกแบกออกมานอกเมืองก่อนเนื่องจาก ยักษ์อัลซียอนเนิส จะไม่แพ้หากยังรบอยู่ที่บ้านเกิดของตน)  เมื่อแม่ทัพตายเหล่านักรบยักษ์ก็เสียขวัญกำลังใจ พ่ายแพ้แตกกระเจิงให้กับกองทัพเทพ  จึงทำให้สงครามครั้งนี้กองทัพเทพเป็นฝ่ายชนะ