วัยเด็กของนักฟิสิกส์อันดับหนึ่งของโลก

ภาพจากเว็บ  www.rmutphysics.com

                        อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผู้เกลียดการเรียนหนังสือ  มีวัยเด็กที่ไม่น่าเชื้อซึ่งตรงข้ามกับภาพลักษณ์ที่เราได้รู้จักเขาในตอนที่มีชื่อเสียงแล้วค่อนข้างมากเลยทีเดียวครับ

ไอน์สไตน์เกิดในครอบครัวชาวยิวในเมืองอูล์ม (Ulm) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของเยอรมนี พ่อของเขาดำเนินกิจการโรงงานผลิตเครื่องไฟฟ้าเล็กๆ โรงหนึ่ง ภายหลังเกิดมาไม่นาน ครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองมิวนิก และเขาได้ใช้ชีวิตในเมืองมิวนิกจนถึงอายุ 15 ปี จึงได้จากไปเรียนต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สมัยเรียนชั้นประถม ผลการเรียนของไอน์สไตน์อ่อนมาก อีกทั้งความสามารถในการใช้ภาษาพัฒนาไปได้ช้ามาก จนพ่อแม่ยังคิดว่า ไอน์สไตน์มีไอคิวต่ำมาก แม้เติบโตจนอายุ 9 ขวบ ก็ยังไม่สามารถสื่อความหมายด้วยภาษาพูดได้รู้เรื่องเท่าไร

ภายหลังเข้าเรียนในโรงเรียน ปรากฏว่า ไอน์สไตน์เป็นเด็กที่ไม่มีสติปัญญาความสามารถอะไร พวกเพื่อนนักเรียนเรียกเขาว่า “นักเพ้อฝันที่น่ารัก” และมักเยาะเย้ยกลั่นแกล้งเขาเป็นนิจศีลพ่อของเขารับทราบจากคำวิจารณ์ของคุณครูว่า “สมองของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ทึมทื่อ ความสามารถด้านการสมาคมอ่อนด้อย ไม่มีจุดดีเด่นอะไรสักอย่าง” พ่อรู้สึกผิดหวังมาก แต่ไอน์สไตน์ชอบวิชาวรรณคดีและคณิตสาสตร์ และความชอบในสองวิชานี้ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่กระนั้นก็ตาม ผลการเรียนของสองวิชาก็ดีกว่าวิชาอื่นๆ เล็กน้อยเท่านั้น เขาเกลียดวิชาประวัติ- ศาสตร์และภาษาละติน ในชั่วโมงเรียนวิชาประวัติศาสตร์และภาษาละติน เขาจะนั่งอยู่ในที่นั่งด้วยสมองที่ว่างเปล่า แม้แต่หน้าหนังสือเรียนก็ไม่อยากพลิกดู คุณครูไม่พอใจพฤติกรรมของเขามาก และเพราะผลการเรียนของเขาอยู่อันดับสุดท้ายเป็นประจำ คุณครูจึงรู้สึกเหลืออดเหลือทนต่อเด็กที่ถูกเข้าใจว่าเป็นคนปัญญาอ่อนคนนี้มาก จึงมักจะพูดดูถูกเหยียดหยามเขาอยู่เสมอ

เมื่ออายุ 10 ขวบ ไอน์สไตน์ถูๆ ไถๆ เข้าไปเรียนในโรงเรียนมัธยม แม้ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์จะดีกว่าวิชาอื่นมาก แต่ก็ไม่ได้ช่วยยกระดับผลการเรียนทั่วไปให้ดีขึ้น ช่วงนี้เขาเริ่มสนใจอ่านหนังสือที่ทางโรงเรียนไม่ได้สอน เช่นหนังสือของยูคลิด (Euclid) นิวตัน (Isaac Newton) สปิโนซา (Benedict Spinoza) และเดส์คาร์ตส์ (Rene Descartes) เป็นต้น และเขาพอเข้าใจเนื้อหาสาระของทฤษฎีความคิดในหนังสือเหล่านี้ไม่น้อย

ภายหลังไอน์สไตน์ได้เล่าถึงชีวิตในวัยเยาว์ช่วงนี้ว่า เขามีความต้องการใฝ่หาความรู้แรงกล้ามาก แม้ในโรงเรียนมีครูออกมากมาย แต่เป็นเรื่องแปลกที่ไม่มีครูสักคนที่มองเห็นความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของไอน์สไตน์เลย มิหนำซ้ำทางโรงเรียนกลับอ้างผลการเรียนอ่อนด้อยของเขาเป็นการถ่วงการเรียนของนักเรียนคนอื่นๆ เป็นเหตุผลอเปหิเขาออกจากโรงเรียน คนที่ค้นพบพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ของเขา คือคุณอาของเขาที่เป็นนายช่างในโรงงานของพ่อเมื่อตอนอายุ 14 ปี พ่อเห็นชอบให้คุณอาช่วยสอนวิชาพีชคณิตและเรขาคณิตแก่เขา

ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ความสามารถของเขาได้พัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นวิชาแคลคูลัสหรือเรขาคณิตวิเคราะห์ เขาเข้าใจหมด และเขายังเริ่มสนใจความรู้เกี่ยวกับแสง สิ่งเหล่านี้ส่อให้เห็นแววพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ของเขาจะเปล่งประกายเจิดจ้าในอนาคต เมื่อตอนอายุ 15 ปี โรงงานของพ่อเป็นอันต้องเลิกล้มกิจการไป ครอบครัวของเขาจึงอพยพไปอยู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เหลือแต่เขาอยู่ในเมืองมิวนิกคนเดียว เพื่อจะได้เรียนต่อจนจบหลักสูตร

เนื่องจากไอน์สไตน์มีความสนใจต่อวิชาคณิตศาสตร์มากเหลือเกิน คุณครูจึงเสนอแนะให้เขาย้ายไปเรียนในโรงเรียนที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์ เขาเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของคุณครู เขาจึงลาออกจากโรงเรียนที่เรียนอยู่ และทำใจปล่อยวาง เดินทางไปท่องเที่ยวในอิตาลีระยะหนึ่ง ระหว่างอยู่ในอิตาลี เขาได้รับทราบข่าวการรับสมัครสอบคัดเลือกเข้าวิทยาลัยเฟเดอรัลโปลีเทคนิค (Federal Polytechnic) ในเมืองซูริก สอบวิชาคณิตศาสตร์เพียงวิชาเดียว เขาจึงเดินทางไปสมัครสอบด้วยความมั่นใจ และเขาก็สอบเข้าเรียนในแผนกไฟฟ้าได้ตามคาด

ในวิทยาลัยเฟเดอรัลโปลีเทคนิค ไอน์สไตน์สนใจวิชาฟิสิกส์มากกว่าวิชาอื่นๆ เขาเรียนจบและได้ปริญญาเมื่ออายุ 21 ปี แต่เพราะเขาเป็นคนยิว ไม่มีสัญชาติสวิส จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะรับราชการได้ เขาจึงเป็นครูสอนหนังสือตามบ้านไปพลาง ศึกษาค้นคว้าวิชาฟิสิกส์ไปพลาง จนกระทั่ง ค.ศ.1902 เขาจึงได้สัญชาติสวิส และเขาได้ไปรับราชการในเมืองเบิร์น

สามปีต่อมา ไอน์สไตน์ได้เขียนบทความหลายเรื่องลงในวารสารอันนาเลนแดร์ฟิสิก (Annalen der Physik) หลายเรื่อง เช่น “Quantum Theory”, “Special Theory of Relativity” และ “Brownian Movement Theory” เป็นต้น ความคิดเกี่ยวกับความรู้ด้านฟิสิกส์เหล่านี้ ทำให้เขาได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการมาก ขณะนั้นเขาเป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง 26 ปีเท่านั้น

หลังจากนั้นเป็นเวลานานถึง 10 ปี คือ ค.ศ. 1915 เขาจึงได้เสนอบทความเรื่อง ทฤษฎีความสัมพัทธ์ทั่วไป (General Theory of Relativity) ในทฤษฎีความสัมพัทธ์ทั่วไป มีข้อสันนิษฐานข้อหนึ่ง เห็นว่า ลำแสงจากดาวฤกษ์ดวงหนึ่งส่องมายังโลก เมื่อลำแสงผ่านใกล้ดวงอาทิตย์จะเกิดการหักเห

ค.ศ.1919 นักวิทยาศาสตร์อังกฤษสองคนได้ทำการทดสอบพิสูจน์ข้อสันนิษฐานข้อนี้ในขณะที่เกิดสุริยคราส ผลการทดลองปรากฏว่าเป็นจริงตามที่ไอน์สไตน์ได้สันนิษฐาน ทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วโลก และในปี 1921 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์

ระหว่างปี ค.ศ.1920-1930 ไอน์สไตน์ได้รับเชิญไปบรรยายวิชาฟิสิกส์ในต่างประเทศบ่อยๆ และนับว่าโชคดีที่เขาอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ตอนที่ฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจในเยอรมนีในเดือนมกราคม ค.ศ.1933 เพราะชาวยิวที่มีชื่อเสียงเป็นเป้าหมายศัตรูตัวสำคัญของพวกนาซี เขาจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักวิจัยประจำในสถาบันวิจัยก้าวหน้า (Institute for Advanced Study) ที่เมืองพรินซตัน และ ค.ศ.1941 เขาได้สัญชาติอเมริกัน ช่วงปัจฉิมวัย ไอน์สไตน์มีความห่วงใยต่อผลเลวร้ายของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อสังคมมนุษย์มากขึ้นทุกที ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1939 เขาได้เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ แฟรงกลิน รูสเวลต์ เตือนให้ระวังอันตรายที่นาซีเยอรมันกำลังพัฒนาระเบิดปรมาณูอยู่

ภายหลังปี ค.ศ.1945 เขามีบทบาทเป็นผู้นำรณรงค์เพื่อให้นานาชาติทำสัญญาควบคุมการใช้พลังงานนิวเคลียร์ อันที่จริงเขาเป็นนักรณรงค์เพื่อสันติภาพตั้งแต่ ค.ศ.1914 เขาเห็นว่า วิทยาศาสตร์สามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้นได้ แต่ก็ทำลายมนุษย์ได้ด้วย

 

ที่มา : ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 15 มีนาคม 2547