มาดูโรงเรียนกระสังพิทยาคมออก TV

รายการ The Farmer เกมเกษตรกร ช่อง ถ่ายทำที่โรงเรียนกระสังพิทยาคม

Advertisements

5 อาการบ่งบอกสัญญาณโรคพุ่มพวง หรือ SLE

ภาพจากเว็บ  www.dek-d.com

5 อาการบ่งบอกสัญญาณโรคพุ่มพวง…3 ปัจจัยเสี่ยงกระตุ้นอาการกำเริบ
โดย อ.มงคลศิลป์ บุญเย็น ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การแพทย์ทางเลือกเพื่อบำบัดมะเร็ง และผู้อำนวยการมูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง

ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี หรือโรคพุ่มพวง แต่ละคนจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป  โดยทั่วไปจะมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการเกิดขึ้นกับหลายอวัยวะ หรือหลายระบบของร่างกาย บางรายจะเกิดอาการขึ้นพร้อม ๆ กัน หรือแสดงออกเพียงอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง  หากมีไข้ต่ำ ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุเป็นเวลานาน มีอาการปวดตามข้อ  มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า หรือมีผื่นคันบริเวณที่ถูกแสงแดด ผมร่วงมากผิดปกติ  มีอาการบวมตามขา หน้าหรือหนังตา และโดยเฉพาะผู้หญิงที่ประจำเดือนขาด  หรือไม่มา เหล่านี้อาจสงสัยได้ว่าจะป่วยเป็นเอสแอลอี

ข้อสังเกตอาการของโรคที่สัมพันธ์กับอวัยวะ

อาการทางผิวหนัง

ผู้ป่วยมักมีผื่นแดงขึ้นที่บริเวณใบหน้า บริเวณสันจมูก และโหนกแก้ม 2 ข้าง เป็นรูปคล้ายผีเสื้อ หรือมีผื่นแดงคันบริเวณนอกร่มผ้าที่ถูกแสงแดด  หรือมีผื่นขึ้นเป็นวง เป็นแผลเป็นตามใบหน้า หนังศีรษะ หรือบริเวณใบหู  มีแผลในปาก โดยเฉพาะบริเวณเพดานปาก นอกจากนี้ยังมีผมร่วงมากขึ้น

อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดข้อ มักเป็นที่ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเข่า หรือข้อเท้า บางครั้งมีบวมแดงร้อนร่วมด้วย

อาการทางไต

ผู้ป่วยมักมีอาการบวมบริเวณเท้า 2 ข้าง ขา หน้า หนังตา  เนื่องจากมีอาการอักเสบที่ไต รายที่มีอาการรุนแรงจะมีความดันเลือดสูงขึ้น  ปัสสาวะออกน้อยลง ไปจนถึงขั้นไตวายได้ในระยะเวลาอันสั้น

อาการทางระบบเลือด

ผู้ป่วยอาจมีเลือดจาง มีเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดลดลง  ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย มีภาวะติดเชื้อง่าย หรือมีจุดเลือดออกตามตัวได้

อาการทางระบบประสาท

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการชัก หรือมีอาการพูดเพ้อเจ้อไม่รู้เรื่อง  หรือคล้ายคนโรคจิตจำญาติพี่น้องไม่ได้ เนื่องจากมีการอักเสบของสมอง  หรือหลอดเลือดในสมอง

ปกติแพทย์จะแบ่งความรุนแรงของโรคเอสแอลอี ออกเป็นระดับความรุนแรงน้อย  ระดับปานกลาง และมาก ตามระบบของอวัยวะที่เกิดมีอาการ  และตามชนิดของอาการที่เกิดขึ้นกับอวัยวะนั้น ๆ เช่น อาการทางผิวหนังมีผื่น  หรืออาการทางข้อ มีข้ออักเสบ จัดเป็นความรุนแรงน้อยถึงระดับปานกลาง  ยกเว้นอาการบางชนิด เช่น เส้นเลือดอักเสบของผิวหนัง ส่วนอาการที่ระบบไต  ระบบเลือดและสมอง จัดเป็นอาการขั้นรุนแรง

อาการ ของโรคเหล่านี้ มักจะแสดงความรุนแรงมาก หรือน้อยภายในระยะเวลา 1-2  ปีแรกจากที่เริ่มมีอาการ หลังจากนั้นมักจะเบาลงเรื่อย ๆ  แต่อาจมีอาการกำเริบรุนแรงได้เป็นครั้งคราว

วิธีการรักษาโรค

ผู้ป่วยโรคเอสแอลอีควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ถ้าผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง การใช้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล หรือแอสไพริน หรือยาลดการอักเสบก็ควบคุมอาการได้  สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจต้องใช้ยาประเภทสเตียรอยด์  (ยาเพร็ดนิโซโลน) หรือยากดภูมิคุ้มกันในขนาดต่าง ๆ ตามความเหมาะสม  ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย  ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับความรุนแรงและระบบอวัยวะที่มีการอักเสบ  ยาเหล่านี้เป็นยาอันตราย อาจทำให้ผมร่วงหรือหัวล้านได้  เมื่อหยุดยาผมจะงอกขึ้นมาใหม่

แต่การใช้ยาเป็นเพียงการระงับอาการชั่วคราว ผู้ป่วยอาจต้องกินยาตลอดชีวิต  ผมเคยเจอคนไข้รายหนึ่งก่อนที่จะมารักษากับผม เขากินยาเป็นเวลานานถึง 28 ปี  ส่วนอีกรายกินยามา 22 ปีแล้ว แต่พอมารักษาด้วยสมุนไพรก็หายในระยะเวลา 6  เดือน แพทย์บางท่านอาจใช้ยาคีโมในการรักษาเอสแอลอี  ซึ่งก็เป็นการรักษาแบบประคับประคอง แต่อาจไม่หายขาด  คนไข้ส่วนใหญ่แทบทุกรายที่มาหาผม  ล้วนผ่านการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมาก่อน และมีอาการที่เห็นเด่นชัด  ตั้งแต่ผมร่วง ใบหน้ามีรอยช้ำ เป็นรอยเหมือนผีเสื้อ ประจำเดือนขาด  มีรอยช้ำจ้ำ ๆ บริเวณแขนขา ซึ่งคนเป็นโรคเอสแอสอีจะเกิดรอยช้ำได้ง่ายที่สุด

รักษาเอสแอลอีแบบแพทย์ทางเลือก

ผมอยากให้คนไข้หาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า  แพทย์แผนอื่นรักษาโรคเอสแอลอีได้หรือไม่ สำหรับคนไข้ที่มาหาผม  แทบจะไม่ต้องซักประวัติเพิ่มเติม บางคนขอรักษา 2 ทาง ผมก็จะแนะนำว่า  ไปหาหมอแผนปัจจุบันได้ แต่ให้เก็บยาไว้ก่อน จากนั้น  จึงกินยาสมุนไพรของผมซึ่งมีตัวหลักคือ เห็ดหลินจือ  กับยาปรับธาตุที่ปรับสภาพฮอร์โมนผู้หญิงให้ปกติ หรือ ถ้าเป็นผู้ชาย  ก็จะเป็นยาบำรุงร่างกาย

3 ปัจจัยเสี่ยงพึงระวัง เพื่อเลี่ยงอาการกำเริบ

นอกจากนี้คนไข้ต้องระวังในการรับประทานอาหาร เช่น อาหารต้องห้ามประเภทข้าวเหนียว ที่มีกลูเตน (โปรตีนที่สกัดจากแป้งสาลี ใช้ทำหมี่กึง ขนมปัง หรือส่วนผสมในพิซซ่า) ซึ่งจะไปเร่งให้อาการกำเริบ

และอีกประการที่คนไข้ต้องระวัง คือ แสงแดด หรือ แม้จะเป็นแสงไฟก็ตาม เพราะจะทำให้เกิดอาการผื่นแดง คัน ตามบริเวณมือ และหน้า ได้ จึงควรใส่เสื้อแขนยาวที่ปกปิดแขน ขา  และลำตัวได้มิดชิด ใส่หมวกปีกกว้าง ทายาป้องกันแสงแดด  และสวมเสื้อสีอ่อนที่ไม่ดูดซับความร้อน

อีกประการที่อาจคิดไม่ถึง คือ ความร้อนจากการปรุงอาหารที่มีรังสีอินฟาเรดถูกปล่อยออกมา ถ้าได้รับความร้อนมาก ๆ ก็เป็นการกระตุ้นให้โรคเอสแอลอีกำเริบได้เช่นกัน

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยอย่างถูกต้อง  เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพ  และต้องไม่ปฏิบัติตัวที่จะเป็นการกระตุ้นให้โรคกำเริบขึ้นมาใหม่ เช่น  การโดนแสงแดด ตรากตรำทำงานหนัก และอดนอน  ถึงแม้ว่าโรคจะสงบลงแล้วเป็นเวลาหลายปี ก็อาจยังมีโอกาสกำเริบใหม่อีกได้ ดัง นั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ  ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่  รักษาสุขอนามัยให้ดี ทำจิตใจให้สดชื่น ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ  ก็จะเป็นเกราะป้องกันโรคร้ายสู่ตัวเรา

ที่มา : นิตยสาร Be Well

การใช้ไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย

การใช้ไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ของกระทรวงพลังงาน

วิธีการถ่ายภาพทางช้างเผือก

IMG_7754

ภาพทางช้างเผือก  วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2556  เวลา 23.12 น.

ที่ ตำบล สูงเนิน   อำเภอ กระสัง   จังหวัด บุรีรัมย์

          การถ่ายภาพทางช้างนั้นสามารถถ่ายได้โดยใช้กล้อง DSLR  ทุกยี่ห้อและทุกประเภท  ในที่นี้ขอเสนอวิธีถ่ายทางช้างเผือกด้วยกล้องดิจิตอล DSLR นะครับ

          ขั้นตอนที่ 1 เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมครับ  ได้แก่  1) กล้อง DSLR ยี่ห้ออะไรก็ได้   2) เลนด์มุมกว้าง  ประมาณ 10 -22 mm หรือเลนด์ kit 18 – 55 mm ก็ได้ครับ  เพื่อให้สามารถเก็บบรรยากาศท้องฟ้ายามค่ำคืนให้ได้มากที่สุด  3. ขาตั้งกล้อง  ตัวนี้ไม่มีไม่ได้ครับ  จำเป็นมากๆ   และสุดท้ายอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ ได้แก่ไฟฉาย  สายลั่นชัตเตอร์  เก้าอี้พับ เป็นต้น

         ขั้นตอนที่ 2 ติดตั้งอุปกรณ์ตัวกล้องไว้ที่ขาตั้งกล้อง   แล้วตรวจสอบว่ายังใช้งานได้ปกติหรือไม่  ถ้ามีสายลั่นชัตเตอร์ให้ลองเสียบและลั่นชัตเตอร์ดูว่าใช้งานได้ไหม  แต่ถ้าไม่มีให้ตั้งกล่องเป็นเป็นโหมดถ่ายภาพหน่วงเวลา   เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้มือกดแล้วกล้องจะสั่นทำให้ภาพไม่คมชัดครับ  หรือถ้ามั่นใจว่าสามารถกดชัตเตอร์ได้เบามากๆ ได้ก็ขอให้กดให้เบาที่สุดนะครับ  อย่าให้ตัวกล้องสั่นไหว

         ขั้นตอนที่ 3 หันตัวกล้องไปทางที่น่าจะมีทางช้างเผือก   อาจจะศึกษาจากโปรแกรมดูดาวมาก่อนว่าวันนี้จะเห็นทางช้างเผือกที่บริเวณใดบางในเวลาเท่าใด   หรือหากไม่ได้ศึกษาเตรียมตัวมา  ก็ขอให้ปรับเลนด์ให้มุมมองภาพกว้างที่สุดเท่าที่กล้องจะทำได้   เพื่อให้สามารถเห็นท้องฟ้าได้กว้างที่สุด  สุ่มๆ ให้ทั่วท้องฟ้าครับ  ฟ้าไม่เปิด (มีเมฆมาก) คงจะถ่ายภาพทางช้างเผือกไม่ได้แน่นอน (อันนี้ต้องพึ่งโชคชะตาแล้วละครับ)

         ขั้นตอนที่ 4 ปรับตั้งค่ากล้องเป็น โหมด M เท่านั้นนะครับ  สปรีดชัตเตอร์อยู่ที่ 30  ,  ปรับขนาดรูรับแสงที่กว้างที่สุด (มีเลขน้อยที่สุด) เพื่อให้รับแสงได้มากที่สุด  , ค่า ISO  ผมตั้งไว้ที่  12,800 ซึ่งสูงที่สุดที่กล้องผมปรับได้  แต่ถ้าได้ภาพสว่างไปก็ค่อยปรับลดลง หรือ ถ้าได้ภาพมืดเกินไปก็ให้ปรับค่า ISO ขึ้นไปอีก  (หากกล้องดัน ISO จนสุดแล้วภาพยังมืดอยู่ ก็ให้ลดสปีดชัตเตอร์แทนนะครับ ให้มีเลขลดลง)  ปรับแล้วลองถ่ายดูไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะได้ภาพในแบบที่ต้องการ

        ขั้นตอนที่ 5  แม้ว่าการถ่ายภาพดวงดาวในตอนกลางคืนจะมีแต่ความมืด  แต่เราอาจสามารถสร้างความน่าสนใจให้แก่ภาพได้  โดยการจัดฉากหน้าเป็นองค์ประกอบให้ทางช้างเผิอกโดยการใช้เงามืดของตนไม้  เงาของอาคาร  หรือวัตถุขนาดใหญ่อื่นๆ   แต่อย่าให้รกตา  จนลดถอนความเด่นของทางช้างเผือกนะครับ

         ขั้นตอนทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ เป็นเพียงข้อแนะนำนะครับ    การออกภาคสนามจริงๆ อาจจะต้องอาศัยทักษะการใช้กล้องเข้าช่วย  ข้อแนะนำเหล่านี้อาจใช้ไม่ได้เลยในบางสถานะการณ์ ดังนั้น  ก่อนออกไปถ่ายภาพดาวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนว่า  มีเมฆมากหรือไม่   สามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้จากทิศใด  เวลาใด  และที่สำคัญอย่าเปิดไฟในขณะถ่ายภาพนะครับ  แต่ควรนำไฟฟ้าติดตัวไปด้วยเพื่อความปลอดภัย

ผู้เขียนบทความ : พิทักษ์ฉัตร  เทพราชา