วิธีการถ่ายภาพทางช้างเผือก

IMG_7754

ภาพทางช้างเผือก  วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2556  เวลา 23.12 น.

ที่ ตำบล สูงเนิน   อำเภอ กระสัง   จังหวัด บุรีรัมย์

          การถ่ายภาพทางช้างนั้นสามารถถ่ายได้โดยใช้กล้อง DSLR  ทุกยี่ห้อและทุกประเภท  ในที่นี้ขอเสนอวิธีถ่ายทางช้างเผือกด้วยกล้องดิจิตอล DSLR นะครับ

          ขั้นตอนที่ 1 เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมครับ  ได้แก่  1) กล้อง DSLR ยี่ห้ออะไรก็ได้   2) เลนด์มุมกว้าง  ประมาณ 10 -22 mm หรือเลนด์ kit 18 – 55 mm ก็ได้ครับ  เพื่อให้สามารถเก็บบรรยากาศท้องฟ้ายามค่ำคืนให้ได้มากที่สุด  3. ขาตั้งกล้อง  ตัวนี้ไม่มีไม่ได้ครับ  จำเป็นมากๆ   และสุดท้ายอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ ได้แก่ไฟฉาย  สายลั่นชัตเตอร์  เก้าอี้พับ เป็นต้น

         ขั้นตอนที่ 2 ติดตั้งอุปกรณ์ตัวกล้องไว้ที่ขาตั้งกล้อง   แล้วตรวจสอบว่ายังใช้งานได้ปกติหรือไม่  ถ้ามีสายลั่นชัตเตอร์ให้ลองเสียบและลั่นชัตเตอร์ดูว่าใช้งานได้ไหม  แต่ถ้าไม่มีให้ตั้งกล่องเป็นเป็นโหมดถ่ายภาพหน่วงเวลา   เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้มือกดแล้วกล้องจะสั่นทำให้ภาพไม่คมชัดครับ  หรือถ้ามั่นใจว่าสามารถกดชัตเตอร์ได้เบามากๆ ได้ก็ขอให้กดให้เบาที่สุดนะครับ  อย่าให้ตัวกล้องสั่นไหว

         ขั้นตอนที่ 3 หันตัวกล้องไปทางที่น่าจะมีทางช้างเผือก   อาจจะศึกษาจากโปรแกรมดูดาวมาก่อนว่าวันนี้จะเห็นทางช้างเผือกที่บริเวณใดบางในเวลาเท่าใด   หรือหากไม่ได้ศึกษาเตรียมตัวมา  ก็ขอให้ปรับเลนด์ให้มุมมองภาพกว้างที่สุดเท่าที่กล้องจะทำได้   เพื่อให้สามารถเห็นท้องฟ้าได้กว้างที่สุด  สุ่มๆ ให้ทั่วท้องฟ้าครับ  ฟ้าไม่เปิด (มีเมฆมาก) คงจะถ่ายภาพทางช้างเผือกไม่ได้แน่นอน (อันนี้ต้องพึ่งโชคชะตาแล้วละครับ)

         ขั้นตอนที่ 4 ปรับตั้งค่ากล้องเป็น โหมด M เท่านั้นนะครับ  สปรีดชัตเตอร์อยู่ที่ 30  ,  ปรับขนาดรูรับแสงที่กว้างที่สุด (มีเลขน้อยที่สุด) เพื่อให้รับแสงได้มากที่สุด  , ค่า ISO  ผมตั้งไว้ที่  12,800 ซึ่งสูงที่สุดที่กล้องผมปรับได้  แต่ถ้าได้ภาพสว่างไปก็ค่อยปรับลดลง หรือ ถ้าได้ภาพมืดเกินไปก็ให้ปรับค่า ISO ขึ้นไปอีก  (หากกล้องดัน ISO จนสุดแล้วภาพยังมืดอยู่ ก็ให้ลดสปีดชัตเตอร์แทนนะครับ ให้มีเลขลดลง)  ปรับแล้วลองถ่ายดูไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะได้ภาพในแบบที่ต้องการ

        ขั้นตอนที่ 5  แม้ว่าการถ่ายภาพดวงดาวในตอนกลางคืนจะมีแต่ความมืด  แต่เราอาจสามารถสร้างความน่าสนใจให้แก่ภาพได้  โดยการจัดฉากหน้าเป็นองค์ประกอบให้ทางช้างเผิอกโดยการใช้เงามืดของตนไม้  เงาของอาคาร  หรือวัตถุขนาดใหญ่อื่นๆ   แต่อย่าให้รกตา  จนลดถอนความเด่นของทางช้างเผือกนะครับ

         ขั้นตอนทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ เป็นเพียงข้อแนะนำนะครับ    การออกภาคสนามจริงๆ อาจจะต้องอาศัยทักษะการใช้กล้องเข้าช่วย  ข้อแนะนำเหล่านี้อาจใช้ไม่ได้เลยในบางสถานะการณ์ ดังนั้น  ก่อนออกไปถ่ายภาพดาวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนว่า  มีเมฆมากหรือไม่   สามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้จากทิศใด  เวลาใด  และที่สำคัญอย่าเปิดไฟในขณะถ่ายภาพนะครับ  แต่ควรนำไฟฟ้าติดตัวไปด้วยเพื่อความปลอดภัย

ผู้เขียนบทความ : พิทักษ์ฉัตร  เทพราชา

Advertisements

ตำนานดาวตอนที่ 8 ขโมยไฟให้มนุษย์

ภาพจากเว็บ http://www.dek-d.com

                               โพรมิธิอัส ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะนำไฟมาให้นมุษย์ได้นไปใช้สร้างความเจริญให้จงได้   ซูสเองก็สั่งให้ทหารคุ้มกันไฟที่อยู่บนยอดเขาโอลิมปัสอย่างหนาแน่น   พระนางอรีน่าจึงให้ความช่วยเหลือโพรมิธิอัสอีกครั้ง  โดยพระนางทรงบอกทางลับในการขึ้นหุบเขาให้โพรมิธิอัสรู้

                               โพรมิธิอัส ลอบขึ้นเขาโอลิมปัสในตอนกลางคืน  ตามทางลับที่อรีน่าได้บอกไว้  แล้วนำไฟไปมอบให้แก่มนุษย์ได้สำเร็จ  การกระทำของโพรมิธิอัสครั้งนี้สร้างโกรธแค้นแก่ซูสยิ่งนัก  แต่พระองค์ก็ยังไม่กล้าจะทำอะไรโพรมิธิอัส    เพราะโพรมิธิอัสนั้นกความลับว่า ใครจะเป็นผู้มาล้มล้างพระองค์   จึงคิดอุบายเพื่อแก้แค้นโพรมิธิอัส โดยให้เทพช่าง เฮฟเฟสตัส  สร้างมนุษย์ผู้หญิงขึ้นมาเลียนแบบรูปร่างของเทพหญิง  ให้ เทพอรีน่า ประทานพรความฉลาด  เทพอโฟรไดติ ประทานเสน่ห์และความงาม  เทพเฮอร์มิส ประทานชีวิตให้  และทีเด็ดในการแก้แค้น คือ ซูส ประทานความอยากรู้อยากเห็นให้มนุษย์หญิงนี้ด้วย

                               มนุษย์หญิงคนแรกที่ถูกสร้างขึ้น ซูส พอพระทัยมาก ทรงประทานชื่อให้ว่า แพนดอรา  ทรงประทานหีบเล็กๆ ใบหนึ่งให้แพนดอราไป โดยย้ำหนักหนาว่าห้ามเปิดกล่องนี้อย่างเด็ดขาด   แล้วให้เฮอร์มิส นำตัวนางแพนดอราและหีบไปส่งให้กับ โพรมิธิอัส เพื่อเป็นของขวัญ

                               ด้านโพรมิธิอัส เห็นล่วงหน้าจึงปฏิเสธที่จะรับของขวัญนี้  ดังนั้น เฮอร์มิส จึงนำตัว แพนดอรา ไปมอบให้กับ เอพิมิอัส (น้องชายของโพรมิธิอัส) แทน   เมื่อเอพิมิอัสเห็นหน้านางแพนดอราก็หลงรักทันที  หลงลืมคำสั่งของพี่ชายว่าไม่ให้รับของขวัญจากซูส  รับนางแพนดอรามาเป็นภรรยาและให้กำเนิดลูกหลานมนุษย์รุ่นต่อๆ มา

                              ทั้งคู่ครองรักกันไประยะหนึ่งความอยากรู้อยากเห็นในใจของนางแพนดอราก็ประทุขึ้นมา   นางอยากรู้ว่าในหีบที่ซูสให้มานั้นบรรจุอะไรเอาไว้  จึงลองเปิดแงมดู ทำให้ ความโกรธ ความโลภ ความเกลียด ความแค้น ความอาฆาต วัยชรา ความเจ็บป่วย ความบ้า ตัณหาและราคะ  ต่างหลุดออกมาจากหีบที่ซูสผนึกไว้   นางแพนดอราตกใจแต่ก็รีบไปปิดหีบเอาไว้  เหลือเพียงสิ่งเดียวที่หลุดออกมาไม่ได้นั้นก็คือ ความสิ้นหวัง   จึงทำให้สิ่งเดียวที่มีมนุษย์เหลืออยู่ก็ คือ ความหวัง ในการดรงชีวิตอยู่ต่อไป นั้นเอง

                             ซูส โกรธโพรมิธิอัสมาก จึงลงโทษโดยการจับตัว โพรมิธิอัส ไปแก้ผ้าล่ามโซ่ไว้ที่ยอดเขาคอเคซัส ในตอนกลางของทุกๆ วันจะมีนกอินทรีย์มาจิกกินตับของ โพรมิธิอัส จนหมด  แล้วตอนกลางคืนตับนั้นก็จะงอกออกมาใหม่ดังเดิม  เป็นอย่างนี้ปีแล้ว…ปีเล่า   โดยซูสแจ้งว่า หากโพรมิธิอัส ยอมบอกว่าใครที่จะเป็นผู้ที่มาโค่นล้มพระองค์ให้สิ้นอำนาจ  พระองค์ก็จะลดโทษให้   แต่โพรมิธิอัสหาได้ยอมบอกไม่

                             สุดท้ายนางนิมฟ์เอเชีย ผู้เป็นแม่ของโพรมิธิอัส ซึ่งมีความสามารถพิเศษหยั่งรู้อนาคตได้เช่นกันก็อดทนเห็นลูกของตนถูกทรมานไม่ไหว  จึงเป็นผู้เผยความลับให้ซูสทราบเอง  โดยหวังว่าโพรมิธิอัสจะได้รับการอภัยโทษ   โดยเผยว่า  หากซูสได้นางนิมฟ์ เธติสเป็นชายาแล้วให้กำเนิดโอรส  โอรสผู้นี้จะเป็นผู้โค่นบัลลังก์ของซูสเอง   ทำให้ซูสหยุดความสัมพันธ์กันนางนิมฟ์ เธติสทันที  ซึ่งภายหลังได้ไปเป็นราชินีแห่งราชาเพเลอัส ให้กำเนิดโอรส ชื่อว่า อะคิลลิส  ซึ่งเป็นวีรบุรุษแห่งสงครามทรอย อันโด่งดัง

                             โพรมิธิอัส  ได้รับการลดโทษเพราะความช่วยเหลือของผู้เป็นแม่  ให้มีโซ่ล่ามติดตัวตลอดไปและต้องมีหินเล็กติดกับโซ่เอาไว้อีกทีหนึ่ง  มนุษย์จึงคิดค้นแหวน สร้อย ที่ฝังหินและอัญมณี แล้วนำมาสวมใส่เพื่อเป็นเครื่องแสดงความเคารพที่มีต่อโพรมิธิอัส ผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อมนุษย์

ตำนานดาวตอนที่ 7 โพรมิธิอัส ผู้สร้างมนุษย์

ภาพจาก  http://warut1715.wordpress.com

                             โพรมิธิอัส  เป็นเทพไทแทนที่เป็นบุตรของ เทพไอเอพพิทัส กับ นางนิมฟ์เอเชีย มีพี่น้องสี่ตน เป็นแฝดสองคู่ คือ คู่แรก ได้แก่ เมเนทิอัส กับ แอตลาส และคู่สอง ได้แก่  โพรมิธิอัส (แปลว่า เห็นล่วงหน้าหรือคิดก่อนทำ) กับ เอพิมิธิอัส  (แปลว่า เห็นทีหลังหรือทำแล้วค่อยคิด)

ไอเอพพิทัส (เป็นลุงของซูส) ก่อกบฏต่อต้าน ซูส ส่วนลูกๆ ก็แยกออกเป็นสองฝ่าย คือ เมเนทิอัส กับ แอตลาส นั้นเข้าทางพ่อของตน แต่ โพรมิธิอัส กับ เอพิมิธิอัส นั้นสนับสนุนซูส

เมื่อสงครามจบ ซูสเป็นฝ่ายชนะ ผลตอบแทนของทั้งสองกลุ่มจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  โดย เมเนทิอัสถูกฆ่าตาย แอตลาสถูกสั่งให้ต้องแบกสวรรค์ไว้ตลอดกาล  ส่วน โพรมิธิอัส กับ เอพิมิธิอัส นั้นได้รับความไว้ว่างใจจากซูสให้เป็นคนสนิท  และแต่งตั้งให้มีหน้าที่สร้างชีวิตขึ้นบนโลก ซึ่งในตอนนั้นบนโลกยังไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย

โพรมิธิอัส กับ เอพิมิธิอัส เดินทางมาที่โลกแล้วก็เอาดินมาปั้นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ โดย เอพิมิธิอัส นั้นเพลิดเพลินกับการปั้นมาก ปั้นไปก็เสกพรไป ไม่ได้ยั้งคิด  ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่น่าเกิดและดุร้ายหลายอย่าง  ส่วนโพรมิธิอัส นั้นค่อยๆ คิดปั้นสิ่งมีชีวิตอย่างสวยงามประณีตและคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน  ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่สวยงาม และที่สำคัญ โพรมิธิอัส ได้ปั้นมนุษย์โดยจำลองเลียนแบบรูปร่างของเทพเพศชาย (เขาปั้นเฉพาะผู้ชาย)  และในขณะที่เขาปั้นมนุษย์อยู่นั้น  พระนางอธีน่ามาตรวจงานแทนซูสพอดี ทรงพอพระทัยและมอบชีวิตให้แก่มนุษย์   มอบพระวิเศษให้มนุษย์มีความคิดเป็นของตนเอง  และสามารถเอาชนะเหนือสัตว์ทั้งปวงได้

หุ่นมนุษย์ทีโพรมิธิอัสปั้นนั้น ให้ความเคารพต่อเขาเป็นอย่างมาก  ทำให้ซูสนั้นไม่พอใจ เพราะมนุษย์ให้ความสคัญต่อโพรมิธิอัสมากกว่าตน  จึงสั่งไม่ให้สอนอารยธรรมให้แก่มนุษย์  ซึ่งโพรมิธิอัสเองก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี  แต่ผู้ที่ขัดคสั่งของซูสกลับเป็น พระนางอธีน่า พระธิดาองค์โปรดของซูสเอง

เมื่อซูสเห็นมนุษย์แข็งแกร่งขึ้นก็ ชักหงุดหงิดไม่พอใจ  พระองค์อยากรู้ว่า พระองค์มีความสำคัญต่อมนุษย์มากแค่ไหน  จึงสั่งให้ โพรมิธิอัส ไปสอนให้มนุษย์รู้จักการบูชาเทพเจ้า   โพรมิธิอัส รักมนุษย์ดั่งลูกหลานของตนเอง  ก็กังวลว่า หากมนุษย์ต้องหาเครื่องสังเวยให้กับเทพเจ้าทุกวันแล้วจะมีเวลาไปทมาหากินได้อย่างไร   จึงใช้อุบายฆ่าวัวตัวโต  แล้วแล่เนื้อแยกเป็นสองกอง  กองที่หนึ่งเป็นกองเนื้อสันส่วนที่ดีๆ แล้วเอาแผ่นพังผืดห่อหุ้มไว้(ดูไม่น่ากิน)  และกองที่สองเป็นกองกระดูกแล้วเอาแผ่นไขมันเนื้อติดมันห่อไว้(ดูไม่น่ากิน)

จากนั้น โพรมิธิอัส ได้ไปทูลซูสว่า จะเลือกเนื้อกองใด เมื่อซูสเห็นกองเนื้อก็ตัดสินใจเลือกกองที่สองซึ่งห่อไว้ด้วยไขมันเนื้อติดมัน   แต่เมื่อเปิดออกดูพบแต่กระดูกอยู่ภายใน ซูส แทบคลั่ง  พระองค์พิโรธมาก ไม่ยอมให้ไฟแก่มนุษย์ตามที่โพรมิธิอัสร้องขอ  และกล่าวว่า “ให้พวกมันกินเนื้อดิบๆ อย่างอย่างนั้นตลอดไป”

สถานที่ดูดาว ตอนที่3 อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

ภาพจากเว็บ  phatam-srichairiverinn.com

                        อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อยู่ที่แดนแม่น้ำสองสี  อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี   ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานหลายล้านปี  มีภาพวาดของมนุษย์ยุคหิน  มีเสาหินรูปร่างแปลกๆ  ทิวทัศน์ที่สวยงานเหมาะกับการถ่ายภาพ   สามารถชมแสงแรกของดวงอาทิตย์ในไทยได้ก่อนใครที่ผาชะนะได  (จุดตะวันออกสุดของประเทศ)  พื้นที่ใกล้เคียงมีน้ำตกสวยงามมากมาย  โดยเฉพาะน้ำตกแสงจันทร์ (Unseen Thailand)

                       ในตอนค่ำคืนบรรยากาศของที่นี้ก็ดีมากๆ เป็นลานกว้าง  สามารถชมดาวได้อย่างสวยงามเต็มอารมณ์   ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเตินได้ที่เว็บ http://park.dnp.go.th

สถานที่ดูดาว ตอนที่2 มอหินขาว

ภาพจากเว็บ  www.tlcthai.com

                                มอหินขาว  อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแคนลา  จังหวัดชัยภูมิ  เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยกลุ่มหินทรายสีขาว เรียงราย กระจัดกระจายออกเป็นกลุ่มๆ โดยแต่ละกลุ่มจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันอย่างน่าอัศจรรย์ เช่น  กลุ่มหินต้นไทร  กลุ่มหินโขลงช้าง  กลุ่มเสาหินห้าต้น เป็นต้น

                                บริเวณของมอหินขาวมีลักษณะเป็นลานกว้าง  และมีทัศนียภาพที่สวยงามเหมาะแก่การชมดาว  ออกจากนี้เงานของเสาหินยังสร้างบรรยากาศให้การดูดาวเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

                               ศึกษารายละเอียดเพื่อวางแผนการเดินทางได้ที่เว็บ http://park.dnp.go.th

ตำนานดาวตอนที่ 6 สงครามไทฟอน

ภาพจากเว็บ  www.learners.in.th

                            แม้ว่าสงครามระหว่างยักษ์กับเทพไทแทน ยักษ์จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป   แต่ความโกรธแค้นของพระแม่ไกอาก็หาได้ยุติไม่    พระนางไปพาลูกอีกตนหนึ่งของนางขึ้นมาจากทาร์ทาลัส  คือ ไทฟอน

ไทฟอนเป็นสัตว์ประหลาดน่ากลัวมาก  มีตัวสูงสุดฟ้าถึงดวงดาว  มือทั้งสองข้างแตกแขนงออกเป็นหัวมังกรนับร้อย  ตั้งแต่เอวลงมามีลักษณะคล้ายกับงู  มีปีกและดวงตาเป็นไฟ   เมื่อมันบุกเข้าไปในสวรรค์เหล่าเทพต่างตกใจกลัว  ต่างหนีเอาตัวรอดต่างๆกันไป  เทพบางองค์หนีไปไกลถึงอียีปต์  บางองค์แปลงกายไปเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ  ได้แก่  เอรีสเป็นปลา  ไดโอนิซัสเป็นแพะ  เฮฟเฟสตัสเป็นวัว  อพอลโลแปลงตัวเป็นว่าว  มีเพียงซูสและอธีน่าที่ปักหลักสู้กับไทฟอน

ซูสปล้ำกับไทฟอนและสามารถแทงไทฟอนได้   แต่ไทฟอนไม่ยอมแพ้และสู้จนกระทั้งสามารถตัดเอ็นมือและเอ็นเท้าของซูสได้   ไทฟอนนำตัวซูสไปกักขังไว้ในถ้ำและให้มังกรเดลฟีนเฝ้าไว้   ส่วนเอ็นมือและเอ็นเท้าของซูสไทฟอนซ่อนไว้ใต้หนังหมี

ต่อมาเฮอร์มิสและแพนได้หาอุบายไปขโมยเอ็นมือและเอ็นเท้าของซูสจากไทฟอนมาได้   และนำไปประกอบคืนให้กับซูส  เมื่อซูสออกจากถ้ำมาได้ก็ตามหาไทฟอนเพื่อแก้แค้น

หลังจากที่่ตามหาไทฟอนอยู่นาน  ซูสก็พบไทฟอนและสู้กันอย่างดุเดือด  จนถึงซิซิลีและซูสก็ยกภูเขาเอ็ดน่าทับไทฟอนไว้   กลายเป็นภูเขาไฟที่ไม่มีวันดับด้วยความโกรธแค้นของไทฟอนที่มีต่อซูส

สถานที่ดูดาว ตอนที่1 ท้องฟ้าจำลอง

                         ท้องฟ้าจำลองเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดและสะดวกที่สุดสหรับการดูดาวก็ว่าได้   เนื่องจากเราไม่ต้องอดทนง่วงนอนไปนั้งตากน้ำค้างเพื่อเฝ้าคอยดูดาวในยามค่ำคืน  โดยไม่รู้ว่าจะได้เห็นหรือไม่  เนื่องจากสภาพอากาศเป็นตัวแปรที่หลากหลายที่ทำให้ดวงดาวไม่สามารถปรากฎให้เราได้พบเห็น

แต่ที่ท้องฟ้าจำลอง สภาพอากาศในวันนั้นไม่มีผลใดๆ กับการดูดาวของที่นี้  สามารถเข้าชมเรียนรู้ได้ตลอดทั้งวัน (เวลากลางวัน)   การเดินทางสะดวกสบาย  สามารถเดินทางได้ทั้งทาง รถโดยสารประจทาง หรือ โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ปลายทางสถานีเอกมัย

ชื่อเต็มๆ ของท้องฟ้าจำลอง  คือ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลอง)  มีบริเวณกว้างขวาง ประกอบไปด้วย 6 อาคาร  ซึ่งใช้สำหรับจัดนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์  โดยเน้นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี อวกาศ และดวงดาว  เหมาะแก่การไปศึกษาหาความรู้เพื่อเตรียมตัวก่อนการออกไปดูดาวตามสถานที่จริง    ซึ่งควรเดินทางไปแต่เช้าเพื่อให้สามารถชมนิทรรศการได้อย่างเต็มอิ่ม

สามารถดูข้อมูเพิ่มเติมได้จากเว็บ  http://www.sciplanet.org

ตำนานดาวตอนที่ 5 สงครามเทพกับยักษ์

ภาพเฮอคิวลิส จากเว็บ th.wikipedia.org

                     หลังจากที่ซูสได้นั่งบัลลังก์เทพหลังสงครามไทแทนแล้ว  ก็ยังมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ   เนื่องจากพระแม่ไกอาต้องการให้ซูสปล่อยตัวโครนัสให้เป็นอิสระ  แต่ซูสหรือจะยอมเพราะเกรงว่าโครนัสจะกลับมาแก้แค้นตน   ดังนั้นแม้พระแม่ไกอาจะอ้อนวอนสักเท่าใดก็ไม่เป็นผล

แต่พระแม่ก็หาที่จะละความพยายามไม่  เพราะไม่ว่าซูสหรือโครนัสทั้งสองเทพต่างก็เป็นบุตรของพระนางเช่นกัน  แม้ว่าลูกจะทะเลาะกันแค่ไหนพระนางก็ไม่อยากจะให้ฝ่ายใดถูกลงโทษ   หลังจากที่อ้อนวอนซูสครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่เป็นผล  พระนางจึงวางแผนเรียก พวกยักษ์ อันเกิดจากเลือดของ ยูเรนัส ซึ่งตกลงบนตัวของพระนาง ให้เข้ามาพบ  แล้วมอบหมายตำแหน่งแม่ทัพให้แก่ยักษ์ที่ชื่อว่า อัลซียอนเนิส  พระนางปลุกใจให้พวกยักษ์กล้าที่จะสู้กับเทพ  และบังคับให้เทพีแห่งชะตากรรม ลิขิตชะตาให้พวกยักษ์ฆ่าไม่ตาย

ด้านเทพีชะตากรรม รู้ชะตาของพวกยักษ์แล้วว่าจะเป็นเช่นใด  แต่ก็อยากเอาใจพระแม่ไกอา  นางจึงหลีกเลี่ยงชะตากรรมให้พวกยักษ์ ว่า จะไม่ตายหากโดนเทพหรือมนุษย์แทงด้วยดาบ  แต่จะตายก็ต่อเมื่อโดนเทพและมนุษย์ร่วมมือกันแทงในหนเดียว  กระนั้นพระแม่ไกอาก็หาได้ไว้วางใจไม่  พระนางคิดจะหาสมุนไพรสำหรับชุบชีวิตยักษ์ที่ถูกเทพหรือมนุษย์ฆ่าตาย

ข่าวการกบฏนี้ก็ไปถึงซูสในที่สุด  สิ่งแรกที่ซูสทำก็คือ สั่งให้เทพแห่งดวงอาทิตย์  และเทพแห่งจันทรา หยุดส่องแสง  เพื่อที่จะได้ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังทำอะไร  แล้วก็ไปแอบเก็บยาสมุนไพรที่จะใช้ชุบชีวิตพวกยักษ์จนหมดเกลี้ยง

เมื่อเกิดการรบกันระหว่างยักษ์กับเทพ  รบกันนานเท่าใดเทพก็ไม่สามารถปราบยักษ์ลงได้สักที   ซูสจึงให้เทพีเฮราจัดการทำนายขึ้น  คำทำนายกล่าวว่า “ชัยชนะของเหล่าเทพจะไม่มีวันได้มา หากขาดความร่วมมือจากชายที่มีแม่เป็นมนุษย์ ”  ซึ่งก็คือ เฮอคิวลิส นั้นเอง

เฮอคิวลิส เข้าร่วมสงครามเข้ากับเหล่าเทพ   เขาบุกเข้าไปในกองทัพยักษ์ จับตัวแม่ทัพอัลซียอนเนิส แบกออกมานอกเขตเมืองพาเลนเน แล้วฆ่าทิ้งเสีย

(ที่ออกแบกออกมานอกเมืองก่อนเนื่องจาก ยักษ์อัลซียอนเนิส จะไม่แพ้หากยังรบอยู่ที่บ้านเกิดของตน)  เมื่อแม่ทัพตายเหล่านักรบยักษ์ก็เสียขวัญกำลังใจ พ่ายแพ้แตกกระเจิงให้กับกองทัพเทพ  จึงทำให้สงครามครั้งนี้กองทัพเทพเป็นฝ่ายชนะ

 

 

 

การหาตำแหน่งดาวเหนือ (Polaris)

ภาพจากเว็บ  www.bloggang.com

                       การหาตำแหน่งดาวเหนือมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดูดาว  ซึ่งหากมีเข็มทิศการสามารถหาได้ไม่ยาก   ปัจจุบันนิยมใช้แอปพลิเคชันในโทรศัพท์แบบสมาร์ตโฟน   เราก็ใช้วิธีการเดิม คือ สังเกตดาวทางทิศเหนือ   ซึ่งดาวเหนือจะอยู่บริเวณริมขอบฟ้า  และเป็นดาวดวงเดียวที่ไม่เคลื่อนที่เลย (เป็นเหมือนแกนหมุนของดวงดาว)

หากไม่มีเข็มทิศ   ให้จำตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ตกลับขอบฟ้าไว้ว่า นั่นคือ “ทิศตะวันตก”   หากเราหันหน้าเข้าหาทิศตะวันตก  ยกแขนขวาขึ้นขนานกับพื้น  ทิศที่แขนขวาชี้ออกไป คือ ทิศเหนือ   เมื่อรู้แล้วว่า ทิศเหนืออยู่จุดไหน   ก็หันหน้าไปทางนั้น แล้วเหยียดทั้งสองข้างออกไปทางทิศเหนือให้สุด  ใช้กำปั้นวัดมุมเงยของท้องฟ้า (แทนค่าเป็น 1 กำมือ เท่ากับ 5 องศา) โดยให้ กำมือขวาให้ส่วนล่างของมืออยู่บริเวณขอบฟ้า  แล้วกำมือซ้ายไปวางทับมือขวาโดยเกร็งมือขวาไว้    และสุดท้ายให้เกร็งมือซ้ายไว้แล้วกำมือขวาวางทับอีกที ก็จะได้มุมเงย 15 องศา  ซึ่งดาวเหนือจะปรากฏอยู่บนท้องฟ้าสูงจากขอบฟ้าในระยะนี้

สังเกตว่า ดาวเหนือจะไม่เคลื่อนที่เหมือนกับดาวดวงอื่นๆ  แต่จะอยู่ในจุดเดิมตลอดทั้งคืน

การหาดาวเหนือจากกลุ่มดาวหมีใหญ่

                      ในบางครั้งเรามองหาดาวเหนือได้จากการดู  “กลุ่มดาวหมีใหญ่” (Ursa major) หรือที่คนไทยเราเรียกว่า    “กลุ่มดาวจระเข้” กลุ่มดาวนี้มีดาวสว่างเจ็ดดวง เรียงตัวเป็นรูปกระบวยตักน้ำ ดาวสองดวงแรกของกระบวยตักน้ำ จะชี้ไปยังดาวเหนือเสมอ ไม่ว่าทรงกลมท้องฟ้าจะหมุนไปอย่างไรก็ตาม ดาวเหนือจะอยู่ห่างออกไป 4 เท่าของระยะทางระหว่างดาวสองดวงแรกเสมอ    ดังที่แสดงในภาพ

ภาพจากเว็บ  web1.dara.ac.th

                     การหาดาวเหนือจากกลุ่มดาวค้างคาว

ในบางคืนกลุ่มดาวหมีใหญ่เพิ่งตกไป  หรือยังไม่ขึ้นมา เราก็สามารถมองหาทิศเหนืออย่างคร่าว ๆ ได้โดยอาศัย  “กลุ่มดาวค้างคาว” (Cassiopeia) กลุ่มดาวค้างคาวประกอบด้วย ดาวสว่าง 5 ดวง เรียงเป็นรูปตัว “M” หรือ “W” คว่ำ กลุ่มดาวค้างคาวจะอยู่ในทิศตรงข้ามกับกลุ่มดาวหมีใหญ่เสมอ
ดังนั้นขณะกลุ่มดาวหมีใหญ่กำลังตก กลุ่มดาวค้างคาวก็กำลังขึ้น และเมื่อกลุ่มดาวหมีใหญ่กำลังจะขึ้นกลุ่มดาวค้างคาวก็กำลังจะตก ดังที่แสดงในภาพ

ภาพจากเว็บ  www.yclsakhon.com

ตำนานดาวตอนที่ 4 สงครามมหาเทพ

ภาพจากเว็บ  www.bloggang.com

                  จากตอนที่ 3  กองทัพเทพรุ่นใหม่ นำโดยซูส  ได้ยกทัพต่อสู้กับกองทัพของเทพไทแทน ซึ่งนำโดยแอตลาส  และต่สู้กันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่าสิบปี ก็ไม่มีใครแพ้ใครชนะอย่างเด็ดขาด   พระแม่ไกอาหรือพระแม่ธรณีจึงแนะนำให้ซูสไปปล่อยไซคลอปและยักษ์ซึ่งยังถูกขังอยู่ในเหวลึกอันมืดมิด (เราเรียกกันว่า นรก)  แล้วดึงไซคลอปกับยักษ์มาเป็นพวก

ไซคลอปนั้นมีอำนาจวิเศษ รู้แหล่งที่ซ่อนของอาวุธวิเศษและสามารถให้พรได้   จึงตอบแทนซูส โดยบอกที่ซ่อนของอาวุธวิเศษและให้พรวิเศษ   โดยให้ซูสสามารถควบคุมสายฟ้าได้ (เทพเจ้าสายฟ้า)   มอบหมวกเหล็กแห่งรัตติกาลที่เมื่อสวมใส่จะล่องหนได้   เฮเดสใช้หมวกนี้เข้าไปอาวุธเคียวมาจากโครนัส   โพไซดอนได้หอกสามง่ามวิเศษและนำไปต่อสู้กับพระบิดา(โครนัส) จนได้รับชัยชนะ

เมื่อฝ่านของตนได้รับชัย ซูสก็ขึ้นครองสวรรค์   แบ่งพื้นที่บนโลกให้พี่น้องครอบครองกันคนละส่วน   และตัดสินให้โครนัส กับบรรดาเทพไทแทนที่เป็นอริ ไปขังไว้ที่คุกเดิมของพวกไซคลอป (นรก ตรุ ทาร์ทารัส)    และผู้ที่ถูกลงโทษหนักที่สุดก็คือ แม่ทัพแอตลาส ซึ่งถูกสั่งให้เป็นผู้แบกสวรรค์ไว้ตลอดไป

ตำนานดาวตอนที่ 3 เริ่มต้นสงครามไทแทน

ภาพจากเว็บ  variety.phuketindex.com

                      หลังจากที่ โครนัส เทพแห่งการเกษตร (ดาวเสาร์) ได้จัดการกับบิดาของตนสำเร็จเรีบยร้อยแล้ว  ก็ได้ปล่อยพี่-น้อง ไทแทน ทั้งหมดออกมาจากคุกทาร์ทารัสที่อยู่ใต้บาดาลลึก

จากนั้นโครนัสก็ได้รับพระนางรีอา ซึ่งเป็นพี่น้องท้องเดียวกันมาเป็นราชินี  และมอบหมายหน้าที่ให้พี่น้องไทแทนช่วยกันดูแลโลก   แต่โครนัสมิได้สนใจพี่น้องอื่นๆ ที่ไม่ใช่ ไทแทน  ถึงแม้ว่าพระนางไกอา จะร้องขอสักเท่าใด ก็ไม่ทำให้โครนัสเปลี่ยนใจได้

โครนัส กับ รีอา  มีโอรสและธิดาร่วมกัน 5 องค์  แต่ด้วยความกลัวว่าบุตรจะกระทำกับตน เช่นเดียวกับที่ตนเตยได้กระทำต่อพระราชบิดา  จึงกลืนลูกทั้งห้าลงท้องของตนเองไป เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม

พระนางรีอาตกใจการกระทำของโครนัสเป็นอย่างมาก  ก็วางอุบายช่วยลูกคนที่ 6  โดยเมื่อให้กำเนิดทารกแล้ว โครนัสก็เรียกให้นำทารกมาให้กิน  พระนางรีอาจึงนำเอาหินห่อผ้าส่งให้สามี   โครนัสไม่ต้องการจะดูหน้าลูกจึงรีบรับไปกลืนลงท้องอย่างรวดเร็ว

จากนั้นพระนางรีอาก็ได้นำบุตรที่รอดชีวิตนี้  ไปซ่อนไว้ที่ภูเขาไอดาที่เกาะครีต และตั้งชื่อทารก ว่า ซูส  แล้วฝากให้กับชาวเผ่านักรบคิวเรสเตสช่วยเลี้ยงดูจนกว่าทารกจะเติบใหญ่

เมื่อเติบโตขึ้น ซูส ได้เล่าเรียนวิชา ความรู้ จาก นางเมทิส ซึ่งเป็นเทพไทแทน  นางเป็นทั้ง พี่เลี้ยง ครู และภรรยา   นางเป็นผู้สั่งสอนความเชื่อต่างๆ และเล่าความจริงเกี่ยวกับประวัติของซูสให้ทราบ   ซูสโกรธแค้นพระบิดาเป็นอย่างยิ่ง   จึงวางแผนปลอมตัวไปเป็นคนรับใช้ แล้วใส่ยาพิษลงในสุราให้พระบิดาดื่ม

โครนัส ดื่มสุราที่มีพิษเข้าไปก็เกิดอาการคลื่นไส้  และสำรอกเอาโอรสธิดาที่อยู่ในท้องทั้งห้า และก้อนหินออกมา   ด้วยโอรสธิดาทั้งห้าเป็นเทพจึงทำให้ไม่ตาย และสามารถเติบโตได้ภายในท้องของพระบิดาได้  โอรสและธิดา ทั้ง 5 ประกอบด้วย  โปไซดอน , เฮดีส , เฮรา , เฮสเทีย และ ดีมีเตอร์

พี่น้องทั้งห้าต้องการให้ซูสเป็นผู้นำกลุ่มของพวกเขา  เพื่อรวบรวมเทพก่อกบฎต่อต้านไทแทน   โครนัสรู้สึกกลัวพลังของซูสที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จึงได้รวบรวมกองกำลังเหล่าไทแทนเพื่อต่อต้านกลุ่มเทพรุ่นใหม่  และเลือกให้แอตลาสเป็นผู้นำกองทัพนี้

ตำนานดาวตอนที่ 2 โครนัสลูกทรพี

ภาพจากเว็บ  board.palungjit.com

                     การกระทำของยูเรนัส (การนำลูกของตนเองไปทิ้งในเหวลึก) นั้น   สร้างความไม่พอใจแก่พระแม่ไกอาอย่างมาก  เพราะนางเป็นผู้อุ้มท้องลูกๆ ทุกคน แต่เมื่อคลอดออกมาทีไร   ยูเรนัสก็เอาลูกไปทิ้งทุกที  พระมางห้านเท่าไรก้ไม่ยอมฟัง

ไกอา (พระแม่ธรณี) จึงวางแผนตีเคียวขึ้นมาหนึ่งเล่มจากวัสดุที่แข็งที่สุดในโลก  แล้วนำลงไปได้บาดาล   มอบเคียวให้แก่ลูกๆ เพื่อนำไปจัดการกับยูเรนัส

โครนัส  ลูกชาย ที่เป็นไทแทน ได้อาสาขึ้นจากบาดาลมาจัดการกับผู้เป็นพ่อของตน   โดยนำเคียวที่ไกอามอบให้ไปหลบอยู่ในพุ่มไม้   เมื่อยูเรนัสเข้าหาพระแม่ไกอา จังหวะนั้นเองโครนัสก็โผล่พรวดเข้าไปตอนอาวุธส่วนตัวของยูเรนัสแบบสดๆ แล้วโยนทิ้งลงทะเลไป

ยูเรนัส เมื่อถูกตัดอวัยวะเพศไปก็เจ็บปวดทรมาน สาปแช่งลูกชายของตนว่า  “หากเมื่อใดที่ โครนัสมีบุตรกำเนิดขึ้น ก็ขอให้บุตรเรานั้นกระทำต่อโครนัสเช่นเดียวกับที่เขานั้นถูกกระทำ”

ตำนานดาวตอนที่ 1 กำเนิดเทพยูเรนัส

ภาพจากเว็บ  http://www.thaistudyfocus.com

               แรกเริ่มเดิมทีจักรวาลมีสภาพว่างเปล่า มืดดำ ในเวลาต่อมาก็เกิดการวมตัวของความดีกลายเป็นไข่ฟองหนึ่ง  แล้วไข่ก็แตกเป็นอีรอส (ความรัก)  ประกายสว่างของอีรอสทำให้เกิดอีเธอร์ (เทพแห่งแสงสว่าง)  สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอีกก็คือ  ฮีมีรา (เทพีแห่งกลางวัน) และไกอา (พระแม่ธรณี)

ไกอาเป็นผู้กำเนิดสรรพสิ่งทั้งมวลในโลกของเรา พระนางสร้างผืนฟ้าพร่างดาว (ยูเรนัส) ขึ้นมาเพื่อห่อห่มตัวเอง และเนรมิตทะเล (พอนทัส)

ยูเรนัส เป็นตัวแทนของท้องฟ้า (เพศชาย) และ ไกอาเป็นตัวแทนของแผ่นดิน (เพศหญิง)  ทั้งคู่แต่งงานอยู่กินกันจนมีบุตร ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตยุคแรกของโลก 3 ประเภท ได้แก่  อสูร (ร้อยแขนร้อยหัว) 3 ตน , ไซครอปส์ (ยักษ์ตาเดียว) 3 ตน และไทแทน (เทพรุ่นแรก) 12 องค์ แบ่งเป็น ชาย 6 องค์ กับ หญิง 6 องค์

บุตรของยูเรนัสทุกๆ ประเภท นั้น หากไม่น่าเกลียดน่ากลัว ก็จะมีร่างกายใหญ่โต  ทำให้ยูเรนัสรู้สึกเกรงกลัวอำนาจพลังของลูกๆของตน  จึงนำเอาบุตรทุกคนไปทิ้งลงในเหวลึกใต้บาดาลจนหมด

 

 

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมในการไปดูดาว

 

ภาพจากเว็บ http://www.oknation.net

              เนื่องจากการไปตั้งแคมป์ดูดาวนั้นต้องเดินทางออกไปไกลจากชุมชนมาก   จึงต้องมีการเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับการดูดาวในแต่ละครั้ง  อุปกรณ์ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ มีดังนี้

1. ไฟฉาย  เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเดินทางในที่มืด และเพื่อใช้ในการส่องดูแผนที่ดาว  อาจประยุกต์ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนแทนก็ได้ครับ  แต่ควรใช้กระดาษแก้วเพื่อกรองไม่ให้แสงสว่างมากเกินไป   และจะทำให้ดวงตาของเราปรับรูมานตาตามความสว่างของแสงไฟฉาย   เมื่อมองขึ้นท้องฟ้าจะทำให้มองดาวได้ไม่ชัดเจน

2. แผ่นที่ดาว ใช้เป็นเครื่องมือในการสังเกตตำแหน่งของหมู่ดาว ซึ่งดาวทุกดวงบนท้องฟ้า (ยกเว้นดาวเหนือ)  จะเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ ไม่อยู่ในตำแหน่งเดิม  โดยหมุนโคจรคล้ายกับดวงอาทิตย์ (ขึ้นในทิศตะวันออกและตกในทิศตะวันตก) แต่หมู่ดาวจะมีแกนหมุนซึ่งจุดหมุนนี้จะอยู่ที่ดาวเหนือ   ซึ่งจากหลักการนี้ นักเดินทางจะใช้ดาวเหนือในการสังเกตทิศทางในการเดินทางเวลากลางคืน

3. เสื้อกันหนาว  ในการดูดาวต้องไปบริเวณที่มีที่โลงแจ้ง ดังนั้นอาจมีลมแรงหรืออาจจะมีน้ำค้างตกในช่วงดึก และบางครั้งอากาศหนาวมากเราอาจจะต้องเตรียมผ้าห่มไปด้วยเลยที่เดียว

4. หมวกไหมพรม  อันนี้สืบเนื่องจากอุปกรณ์เสื้อกันหนาว  หากศรีษะของเราไม่ได้รับการปกป้อง   อาจทำให้เจ็บป่วยไม่สบายได้  แต่หากใช้หมวกในรูปแบบอื่นๆ  ก็จะบดบังสายตาทำให้มองดูดาวได้ไม่ถนัด

5. เต็นท์  อุปกรณ์นี้จะใช้ในการพักผ่อน นอนหลับ ในกรณีที่สุดวิสัย  เช่น ฝนตก  เมฆหมอกมาก  ง่วง  เป็นต้น

6. น้ำดื่ม  เตรียมไปให้พอเพียงกับจำนวนคน  อาจจะต่างคนต่างเตรียมไปให้เหมาะสมกับตนเอง เนื่องจากมีน้ำหนักค่อนข้างมาก

7. ไม้ขีดไฟ  อุปกรณ์นี้จะต้องใช้ในกรณีที่ต้องการจัดรอบกองไฟ   แต่ควรจะศึกษากฏระเบียบของสถานที่ด้วยว่าอนุญาตให้จุดไฟหรือไม่  และที่สำคัญต้องดับไฟให้สนิทก่อนที่จะเดินทางกลับ (ในระหว่างที่จะสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้าควรจะกับไฟนี้ก่อน ด้วยเหตุผลเดียวกับการใช้ไฟฉาย)

8. กีต้าร์  เป็นอุปกรณ์เสริมความสนุกเพลิดเพลิน  ลดอาการ ง่วง เหงา หาวนอน  อาจประยุกต์ใช้สร้างดนตรีประกอบการเล่าเรื่องตำนานหมู่ดาว หรือนิทานพื้นบ้าน  ทำให้ดูดาวครั้งนี้ไม่น่าเบื่อเลย

9. เข็มทิศ  เป็นอุปกรณ์ที่นักดูดาวมือใหม่จะต้องมี  เนื่องจากยังไม่ชำนาญในการสังเกตหมู่ดาว แล้วทำให้หาตำแหน่งของดาวเหนือไม่เจอ  และเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ใช้แผ่นที่ดาวไม่ได้

10. กล้องดูดาว  จริงๆ แล้วอุปกรณ์นี้ นักท่องเที่ยวที่ดูดาวเป็นบางโอกาสอย่างเราๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีก็ได้  แต่ถ้าท่านต้องการจะเป็นนักดูดาว (แบบมืออาชีพ) ก็ควรจะมีอุปกรณ์ที่ใช้สังเกตดวงดาวได้ใกล้ชิดและได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น   ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกว่า ตนเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังสังเกตกลุ่มดาวบนท้องฟ้าอย่างตั้งใจ  และเราอาจจะเป็นผู้สังเกตเห็นสิ่งผืดปกติบนท้องฟ้า  จนสามารถแจ้งเตือนภัยพิบัติหรือเหตุการณ์สำคัญให้กับคนทั้งโลกได้รับทราบได้

การไปดูดาว ท่องเที่ยวแบบโรแมนติก

ภาพจากเว็บ  newjaa.exteen.com

            การท่องเที่ยวเพื่อดูดาวถือเป็นการท่องเที่ยวที่โรแมนติกมากๆ  เนื่องจากสถานที่ที่จะสามารถดูดาวได้นั้น  จะต้อง  เป็นที่มืด จะได้เห็นดาวชัดๆ , เป็นบริเวณที่ไม่มีไฟฟ้า (ไกลจากชุมชน)  เพื่อทำให้แสงของดวงดาวเห็นได้ชัดเจน , มีพื้นที่เป็นลานกว้าง เพื่อที่จะได้ไม่มีอะไรบดบังท้องภาพ  ,  เป็นที่สูง  เพื่อให้เข้าใกล้ดวงดาวมากที่สุด  และเป็นคืนเดือนมืด เพื่อดวงจันทร์ จะได้ไม่มาบดบังแสงดาว

            ลองคิดดูซิครับว่า  ถ้าเราไปดูดาวกับคนรู้ใจบรรยากาศมันจะเป็นอย่างไร   ยิ่งหากมีผู้ที่มีความรู้ในการดูดาวและรู้เกี่ยวกับตำนานของหมู่ดาวเดินทางไปด้วยแล้วละก็…  รับรองได้ว่าคืนดูดาวคืนนี้ จะมีบรรยากาศที่ท่านจะต้องจดจำไปตราบนานเท่านาน …

            แล้ววันหลังจะมาเล่าเกี่ยวกับ  หลักการดูดาว  อุปกรณ์ในการดูดาว  ตำนานของหมู่ดาว  แล้วสถานที่ที่น่าไปดูดาวมากที่สุดในเมืองไทยครับ  ติดตามกันต่อไปนะครับ