วิเคราะห์ลักษณะผู้ที่จะได้รับรางวัลโนเบล

  ภาพจากเว็บ welovethaiking.com

              ในช่วงต้นเดือนตุลาคมของแต่ละปี   เราก็จะได้ลุ้นกันว่าปีนี้ ผู้ที่จะได้รับรางวัลโนเบล อันทรงเกียรติ  ที่แยกเป็น 6 สาขา จะเป็นใตรบ้าง  ซึ่งตั้งแต่เริ่มมีการมอบรางวัลนี้มา ใน ค.ศ.1901 – ปี ค.ศ.2012 ก็มีผู้ได้รับรางวัลจำนวนมาก  เมื่อนำเอาลักษณะของผู้ที่ได้รับรางวัลในแต่ละปีมาวิเคราะห์ร่วมกัน  จะได้ผลแยกตามลักษณะ ดังนี้

 อายุเท่าไร       เฉลี่ย 61 ปี          ผู้ได้รับรางวัลส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ในช่วง 46-65 ปี และมากกว่า 66 ปีขึ้นไปในแบบสูสี แต่ในสาขาฟิสิกส์ เคมี และการแพทย์ ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 46-65 ปี ถือว่าหนุ่มกว่าสาขาอื่นๆ    อายุน้อยที่สุด คือ วิลเลียม ลอว์เรนซ์ บรากก์ (William Lawrence Bragg) วัย 25 ปีรับรางวัลพร้อมพ่อของเขาในสาขาฟิสิกส์ปี 1915        อายุมากที่สุด คือ เลโอนิด เฮอร์วิคซ์ (Leonid Hurwicz) รับสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2007

เกิดฤดูไหน     ส่วนใหญ่มีช่วงที่เกิดกระจัดกระจายกันไปทั้ง 4 ฤดู (ใบไม้ผลิ, ร้อน, ใบไม้ร่วง และ หนาว) แต่ส่วนใหญ่เกิดในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มอบอุ่น    นอกจากนี้ ยังมีผู้เกิดวันที่ 28 ก.พ., 21 พ.ค., 28 มิ.ย.(7 คน)

มาจากทวีปใด  30% ของทุกสาขา มีผู้ได้รางวัลเกิดที่สหรัฐอเมริกา จริงๆ แล้วยุโรปเป็นแหล่งกำเนิดของนักวิชาการโนเบล ผู้ได้รับสาขาวรรณกรรมเกิดจากทวีปนี้
76% ส่วนสาขาทางวิทยาศาสตร์ได้รับรางวัลมากกว่า 50% แต่จำนวนของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเกิดที่อเมริกามากกว่าทวีปอื่นๆ

เพศไหน   คงไม่ต้องสรุปก็น่าจะเห็นชัดเจนว่า เวทีนี้เป็นของผู้ชาย ซึงฟิสิกส์ เคมี และเศรษฐศาสตร์ มีผู้หญิงได้รางวัลเพียง 1-2% ส่วนสาขาที่ผู้หญิงได้ก้าวขึ้นรับรางวัลมากที่สุดคือ สันติภาพ 15% และสาขาวรรณกรรมมี 11%  ในสาขาฟิสิกส์มีผู้หญิงเพียง 2 คนที่ได้รับรางวัลโนเบล คือ มารี กูรี (Marie Sklodowska Curie) ในปี 1903​ และ
มาเรีย เมเยอร์​ (Maria Goeppert Mayer) ในปี 1963​ ส่วนสาขาเศรษฐศาสตร์ ตั้งแต่มอบมามีผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือ เอลินอร์ ออสตรอม (Elinor Ostrom)
ในปี 2009

จบจากไหน   ในงานวิจัยนับตอนเรียนปริญญาตรี ผู้รับรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์ 78% จบการศึกษาจากสถาบันที่ติด 1 ใน 100 ของโลก ส่วนสายวิทยาศาสตร์ทั้งหมดเกือบครึ่งที่จบจากสถาบันในลิสต์เดียวกัน  ส่วนสาขาวรรณกรรมและสันติภาพนอกจากจะมีอัตราการเข้าเรียนที่สถาบันชั้นนำน้อยแล้ว นักเขียนโนเบลถึง 43 รายที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย และนักสันติภาพโนเบลอีก 21 ราย ที่ไม่สนใจใบปริญญา  ฮาร์วาร์ด แคมบริดจ์ และโคลัมเบีย เป็นสถาบันที่มีโนเบลครบ 6 สาขา

(ข้อมูลอันดับสถาบันการศึกษา บีบีซีได้อ้างอิงการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของ นิตยสาร Times ในปี 2012-2013)

โสดหรือไม่     ผู้ได้รับรางวัลโนเบลส่วนใหญ่แต่งงานแล้ว และใครจะเชื่อว่า นักฟิสิกส์ที่ (น่าจะ) พูดกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง ลับมีสถานภาพสมรสแล้วระหว่างรับรางวัลถึง 94% ส่วนสาขาสันติภาพเป็นโสดถึง 31% และวรรณกรรมตามติดมาที่ 22%

 แว่นตาสวมไหม  ไม่น่าเชื่อเลยว่า เหล่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลส่วนใหญ่ แม้จะคร่ำเครียดกับตำรา หรือตัวหนังสือขนาดไหน ก็ยังรู้วิธีการรักษาสายตาตัวเอง เว้นเสียแต่สาขาเศรษฐศาสตร์ที่มีผู้สวมแว่น 51% แว่นตาที่ประหลาดที่สุด คือ อีมิล ฟิชเชอร์ (Emil Fischer) เคมีปี 1902

หนวดเครามีขนาดไหน    แม้ว่าจะต้องจดจ่อกับการสร้างผลงานตรงหน้า แต่การโกนหนวดบ้างก็ไม่ทำให้เหล่าผู้ได้รางวัลโนเบลรู้สึกเสียเวลา ราว 60-80% ของคนเหล่านี้
โกนหนวดเป็นประจำ    แต่แชมป์หนวดที่ยาวที่สุดเป็นของวิลเฮล์ม เรินท์เกน (Wilhelm Rontgen) ฟิสิกส์ปี 1901

สรุปจากข้อมูลที่มี   ทำให้ทราบลักษณะของผู้ที่จะได้รับรางวัลโนเบล ดังนี้ คือ เป็นชายอายุ 61 ปี  เกิดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ จากสหรัฐอเมริกา จบฮาร์วาร์ด แต่งงานแล้ว ไม่สวมแว่น โกนหนวดเป็นประจำ

ข้อมูลจาก  http://www.manager.co.th

Advertisements

ผู้ที่ปฏิเสธรางวัลโนเบล

 ฌอง ปอล ซาร์ต

ภาพจากเว็บ www.baanjomyut.com

                ผู้ห้าวหาญปฏิเสธรางวัลอันเป็นที่ปรารถนาของใครหลายๆ คน ซึ่งมีด้วยกัน 2 คนคือ ฌอง ปอล ซาร์ต ซึ่งปฏิเสธไม่รับรางวัลโนเบลวรรณกรรมในปี 1964 และ เล ดุ๊ก โถ ซึ่งปฏิเสธไม่รับรางวัลโนเบลสันติภาพในปี 1973

ผู้สูงอายุที่ได้รับรางวัลโนเบล

เรย์มอนด์ เดวิส จูเนียร์
มาซาโตชิ โคชิบา

ภาพจากเว็บ http://www.atom.rmutphysics.com

                    ผู้ที่มีอายุสูงที่สุดขณะได้รับรางวัลโนเบล คือ เรมอนด์ เดวิส ซึ่งได้รับรางวัลสาขาฟิสิกส์ในปี 2002 ขณะอายุได้ 88 ปี โดยเขารับรางวัลร่วมกับ มาซาโตชิ โคชิบะ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น และหลังจากขึ้นแท่นเป็นนักฟิสิกส์โนเบลได้เพียงไม่กี่ปี เรมอนด์ก็เสียชีวิตลงในปี 2006

เจ้าของรางวัลโนเบลผู้อ่อนเยาว์ที่สุด

ภาพจากเว็บ www.rmutphysics.com

                  เจ้าของรางวัลโนเบลผู้อ่อนเยาว์ที่สุด คือ วิลเลียม  ลอว์เรนซ์ แบรกก์ซึ่งรับรางวัลพร้อมกับพ่อ ในปี  ค.ศ. 1915 ขณะนั้นเขาอายุได้เพียง 25 ปีเท่านั้นเอง

คู่ พี – น้อง รางวัลโนเบล

IMG_20130215_211029

แจน ทิงเบอร์เจน

                          คู่ พี่ – น้อง ที่ได้รับรางวัลโนเบล มีเพียงคู่เดียวตั้งแต่มีการมอบรางวัลนี้มา ได้แก่ แจน ทิงเบอร์เจน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เป็นคนแรกในปี  ค.ศ. 1969 ขณะที่น้องชายของเขาคือ นิโคลาส ทิงเบอร์เจน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี  ค.ศ. 1973

พ่อ – ลูก รางวัลโนเบล


พ่อ – ลูก ตระกูล แบรกก์

ภาพจากเว็บ  www.rmutphysics.com

                        พ่อ – ลูก  ที่ได้รับรางวัลโนเบล มีด้วยกัน 6 คู่   ได้แก่ (1) เซอร์ วิลเลียม เฮนรี แบรกก์ กับลูกชายคือ วิลเลียม ลอว์เรนซ์ แบรกก์ รับโนเบลฟิสิกส์พร้อมกันในปี  ค.ศ. 1915  (2) นีลส์ บอห์ร ได้รับโนเบลฟิสิกส์เมื่อปี  ค.ศ. 1922 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ลูกชายเกิด และ อาก นีลส์ บอห์ร (Aage Niels Bohr) ลูกชายคนนั้นก็ได้รับโนเบลฟิสิกส์ในปี  ค.ศ. 1975   (3) ฮานส์ ฟอน ออยเลอร์-เชลปิน (Hans von Euler-Chelpin) ได้รับรางวัลโนเบลเคมีในปี  ค.ศ. 1929 ส่วนลูกชายเขาคือ อูล์ฟ ฟอน ออยเลอร์ (Ulf von Euler) รับโนเบลฟิสิกส์ในปี  ค.ศ. 1970 (4) มานเน ซีกบาห์น (Karl ManneSiegbahn) ได้รับโนเบลฟิสิกส์ในปี  ค.ศ. 1924 และไค ซีกบาห์น (Kai M. Siegbahn) ผู้เป็นลูกชายได้รับโนเบลฟิสิกส์ในปี  ค.ศ. 1981   (5) โจเซฟ จอห์น ทอมสัน ได้รับโนเบลฟิสิกส์ในปี  ค.ศ. 1906 ขณะที่ลูกชายคือ จอร์จ ทอมสัน รับรางวัลสาขาเดียวกันในปี  ค.ศ. 1937 และล่าสุด อาเธอร์ คอนเบิร์ก ได้รับโนเบลแพทย์ในปี  ค.ศ. 1959 ส่วนลูกชายเขาคือ โรเจอร์ คอนเบิร์ก เพิ่งได้รับโนเบลเคมีปี  ค.ศ. 2006

คู่ สามี-ภรรยา รางวัลโนเบล

มารี – ปีแอร์ คูรี

ภาพจากเว็บ scimans.blogspot.com

                   ตั้งแต่มีการมอบรางวัลโนเบล ในปี ค.ศ. 1901   มีคู่โนเบลสามี – ภรรยา ทั้งสิ้นสามคู่ ที่ได้รับรางวัลนี้  ได้แก่ มารี-ปิแอร์ คูรี  เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์  เมื่อปี  ค.ศ.1903  จากนั้นเป็นคู่ของ อีแรน โฌลิออต คูรี (ลูกสาวของมารีและปิแยร์) กับ เฟรเดริก โฌลิออต ซึ่งรับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี   ค.ศ.1935 ตามด้วย เกอร์ตี เธเรซา โกรี และคาร์ล เฟอร์ดินานด์ โกรี ซึ่งรับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี  ค.ศ. 1947

ยอดครูฟิสิกส์รางวัลโนเบล

ภาพจากเว็บ www.vcharkarn.com

                  เมื่ออายุได้ 28 ปี  จอห์น  โจเซฟ  ทอมสัน  ได้รับแต่งตั้งให้ดรงตำแหน่งผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการคาเวนดิช  ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์   เป้าหมายแรกที่ทอมสันตั้งใจที่จะทำก็คือ ศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าไหลผ่านในท่อปิดที่ภายในแทบเป็นสูญญากาศ  ซึ่งในตอนนั้นคิดว่าเป็น   รังสีแคโทด    แต่เกิดการถกเถียงกันว่า รังสีแคโทดนี้เป็นอนุภาคหรือคลื่น (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) กันแน่

                  ทอมสัน ใช้สนามไฟฟ้า ร่วมในการทดลองพบว่า รังสีจะเบี่ยงเบนไปทางขั้วบวก  และเมื่อเขานำสนามแม่เหล็กมาร่วมในการทดลองก็พบว่า สนามแม่เหล็ก   ทำให้รังสีเบี่ยงเบนไปในทิศตรงข้าม   และเมื่อแรงแม่เหล็กกับแรงไฟฟ้าเท่ากันรังสีจะพุ่งไปในแนวเส้นตรง   การทดลองนี้ทำให้ทอมสันหาค่าประจุต่อมวลของ

                  อิเล็กตรอนได้   นอกจากนี้แม้จะบรรจุก๊าซชนิดใดเข้าไปในหลอดหรือเปลี่ยนโลหะที่ใช้ทำขั้วแคโทดค่าประจุต่อมวลนี้ก็ยังมีค่าเท่าเดิม                  ทอมสันจึงสรุปว่า อะตอมมิใช่องค์ประกอบที่เล็กที่สุด  และเขาได้สร้างจินตนาการโครงสร้างอะตอมว่า อะตอมมีลักษณะเป็นก้อนกลมๆ มีเนื้อเป็นประจุบวกและ  มีอนุภาคใหม่ที่เขาค้นพบ เรียกว่า อิเล็กตรอน  ฝังอยู่ในเนื้ออะตอม เหมือนลูกเกดที่ฝังอยู่ในขนมเค้ก

                  ผลงานนี้ทำให้ทอมสัน  ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1906   นอกจากนี้เขายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เซอร์จอห์น  โจเซฟ  ทอมสัน  ในปี ค.ศ.1908 และที่สำคัญทอมสันสั่งสอนลูกศิษย์ให้มีความสามารถและได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เหมือนกับเขาถึงเจ็ดคน

สตรีคนแรกและคนเดียวที่ได้รับรางวัลโนเบลสองครั้ง

ภาพจากเว็บ siweb.dss.go.th

                หลังจากที่เธอได้รับรางวัลโนเบล ร่วมกับสามี (ปีแอร์  คูรี) ในปี 1903    แล้ว  มารี  คูรี  ก็ต้องเป็นม่าย  เมื่อปีแอร์  คูรี  ถูกรถม้าชนและเสียชีวิตลง  ซึ่งในขณะนั้นมารี  คูรี มีอายุเพียงแค่ 38 ปี   ทำให้เธอโศกเศร้ามากแต่ก็ยังทำงานวิทยาศาสตร์ต่อไป

               มารี  คูรี  แอบมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับ พอล  ลังวิน  ซึ่งทำให้เธอมีความกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น    แล้วไม่นานนักเธอก็ได้รับข่าวร้ายและข่าวดีในเวลาเดียวกัน  คือ  ภรรยาของลังวินได้นำเอาจดหมายที่เธอเขียนถุกสามีของนางออกมาเปิดเผยทำให้ชื่อเสียงของมารีเสียหายอย่างมาก   ในขณะเดียวกันเธอก็ได้รับรางวัลโนเบลครั้งที่ 2 ในสาขาเคมี  ทำให้กลายเป็นสตรีคนแรกและคนเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ถึงสองครั้ง

               การได้รับรางวัลครั้งที่สองนี้ทำให้เธอรู้ว่าเธอต้องรักษาชื่อเสียงของตนให้มาก   โดยการอุทิศตนให้กับประเทศฝรั่งเศษ ทุ่มเทความพยายามจนเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในเวลาต่อมา

บุคคลแรกของโลกที่ล้มป่วยด้วยกัมมันตรังสี

ภาพจากเว็บ www.filesforex.com

                  ปีแอร์  คูรี   ผู้ยอมเสี่ยงแม้ชีวิตเพื่อการทดลองสารกัมมันตภาพรังสี   ซึ่งในตอนนั้นไม่มีใครที่รู้ว่าสารกัมมันตรังสีมีภัยต่อร่างกาย   ปีแอร์และภรรยา (มารี คูรี)  ร่วมกับอองตวน  อองรี  แบ็กเคอแรล   ค้นคว้าเกี่ยวกับสารกัมมันตรังสีจนทำให้เราทราบว่า  สารดังกล่าว มีทั้งคุณอนันต์ และ โทษมหันต์    รวมถึงหาวิธีป้องกันอันตรายจากกัมมันตภาพรังสีด้วย   พวกเขาทั้งสาม ได้รับ รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี ค.ศ.1903  ร่วมกันจากผลงานชิ้นนี้

รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์และเคมี

ภาพจากเว็บ www.thainongkhai.thmy.com

                    รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และ เคมี 2 สาขานี้   ผู้ที่ได้รับรางวัลจะถูกคัดเลือกโดยสภาวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน   สภาแห่งนี้มีสมาชิกเป็นชาวสวีเดน 350 ราย  และเป็นสมาชิกต่างประเทศ 164 ราย เป็นผู้เสนอชื่อผ่านทางจดหมายที่เป็นทางการ

ประวัติรางวัลโนเบล

alfred1ภาพจาก http://www.nobelprize.org

                         อัลเฟร็ด   โนเบล (Alfred  Nobel)  นักเคมีชาวสวีเดน   ผู้คิดค้นระเบิดไดนาไมต์   การที่ระเบิดของเขาถูกนำไปใช้ในด้านการทหารและคร่าชีวิตผู้คนมากมายทำให้เขาเสียใจมาก    จึงตั้งใจว่าจะมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่  เก่ง  ยอดเยี่ยม  เป็นผู้อุทิศตนเพื่อความเจริญก้าวหน้า  ความสงบ และสันติของสังคมโลก   โดยเขาได้ระบุลงในพินัยกรรมก่อนเสียชีวิต  ว่า “บุคคลที่มีสิทธิ์จะรับรางวัลนี้ต้องเป็นผู้อำนวยคุณประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ”  โดยไม่จำกัดว่าเชื้อชาติใด

                         รางวัลโนเบลเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1901  มีทั้งหมด 6 สาขา  คือ  ฟิสิกส์  (Physics)  เคมี  (chemistry)  การแพทย์และสรีรวิทยา  (physiology or medicine)   วรรณกรรม  (literature)  สันติภาพ  (peace)   และเศรษฐศาสตร์  (economic)

untitledเหรียญรางวัลโนเบล

ภาพจาก http://www.spacegrant.org