กระจกปรับแสงได้ ไม่ต้องใช้ผ้าม่าน

         แม้กระจกตามอาคารจะให้แสงสว่างตามธรรมชาติ แต่ก็ส่งผ่านความร้อนเข้ามาและกักความร้อนไว้ในอาคาร การใช้ผ้าม่านจึงกลายเป็นทางออก แต่นักวิจัยกำลังพัฒนากระจกที่สามารถปรับสีได้ราวกิ้งก่า ซึ่งจะสามารถปรับเปลี่ยนคลื่นแสงได้ตามต้องการ ทำให้ประสิทธิภาพของการใช้พลังงานในอาคารดีขึ้น

กระจกดังกล่าวเป็นสิ่งประดิษฐ์จากทีมนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการลอว์เรนซ์เบิร์กลีย์สหรัฐ (Lawrence Berkeley National Laboratory: LBNL) ในแคลิฟอร์เนีย และมหาวิทยาลัยเอกชนบาร์เซโลนา (Autonomous University of Barcelona) สเปน

กระจกปรับแสงได้นี้ผลิตขึ้นจาก “ไนโอเบต” (niobate) ส่วนประกอบที่ประกอบด้วยไนโอเบียมและออกซิเจน แล้วผสมเข้ากับผลึกขนาดนาโนเมตรของอินเดียมทินออกไซด์ (ITO) ที่ใช้สัมผัสจอภาพเพื่อแสดงผลเมื่อนิ้วสัมผัสหน้าจอ และการทดลองของนักวิทยาศาสตร์นี้ได้เผยแพร่ลงวารสารเนเจอร์ (Nature) ฉบับออนไลน์

วัสดุที่ได้ถูกนิยามว่าเป็นกระจกเพราะมีคุณสมบัติเชิงโครงสร้างของกระจก ซึ่งโมเลกุลจะผสมปนเปไปทั่วโดยไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน เช่นเดียวกับของเหลว ทว่ากระจกหรือแก้วจะต่างจากของเหลวตรงที่ไม่ไหล ทั้งนี้ กระจกหน้าต่างโดยทั่วไปจากผลิตขึ้นจากซิลิกอนไดออกไซด์ผสมกับสารเคมีอื่นๆ เช่น โซเดียมออกไซด์ แมกนีเซีย ปูนขาว และอลูมินา เพื่อให้มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ

ในการพัฒนากระจกฉลาดนั้นีมวิจัยได้ละลายไนเบตลงในน้ำ จากนั้นเติมผลึกนาโนอินเดียมทินออกไซด์ โมเลกุลของไนโอเบตจะเชื่อมกับอินเดียมทินออกไซด์ ก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ ซึ่ง เดเลีย เจ มิลลิรอน (Delia J. Milliron) นักวัสดุศาสตร์จากลอว์เรนซ์เบิร์กลีย์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องอาศัยทักษะคือการปลูกผลึกนาโน โดยทุกอย่างทำขึ้นภายใต้อุณหภูมิห้อง

จากนั้นทีมวิจัยปล่อยให้สารละลายระเหยโดยการให้ความร้อนไปด้วย ซึ่งได้เปลี่ยนรูปส่วนผสมไนโอเบต-อินเดียมทินออกไซด์ให้กลายเป็นของแข็งที่รูปร่างไม่แน่นอน หรือกลายเป็นแก้วอยู่รอบๆ ผลึกนาโนที่ปิดทับด้วยไนโอเบต จากนั้นนักวิทยาศาสตร์วางแก้วไนโอเบตด้านบนของอิเล็กโทรด และเติมของเหลวอิเล็กโทรไลต์หรือสารละลายที่แตกตัวเป็นไออนได้ลงบนแก้วแล้วประกบอิเล็กโทรดอีกชั้น

เมื่อทีมวิจัยให้แรงดันไฟฟ้าผ่านอิล็กโทรดปรากฏว่าแก้วโปร่งแสง เมื่อให้แรงดัน 4 โวลต์แก้วจะโปร่งใส แต่ที่แรงดัน 2.3 โวลต์กระจกจะกันแสงที่ย่านอินฟราเรดใกล้ และที่แรงดัน 1.5 โวลต์กระจกจะกันแสงที่ตามองเห็นและแสงในย่านอินฟราเรดใกล้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะประจุไฟฟ้าได้กระตุ้นโครงสร้างผลึกนาโน ทำให้สามารถกันความยาวคลื่นของแสงได้อย่างคงที่

ในการใช้งานจริงไลฟ์ไซน์กล่าวว่ากระจกฉลาดนี้จะเป็นชั้นหนาระดับไมโครเมตรที่นำไปติดตั้งบนกระจกหน้าต่างทั่วไป แต่นักวิจัยยังต้องพัฒนาต่อเพื่อทำให้กระจกฉลาดกลายเป็นสิ่งที่สามารถติดตั้งในอาคารได้เลย ซึ่งการพัฒนาอย่างหนึ่งคือการเปลี่ยนอิเล็กโทรไลต์ให้เป็นของของแข็ง และยังต้องหาวัสดุชั้นดีเพื่อผลิตเป็นอิเล็กโทรด โดยในขั้นทดลองพวกเขาใช้ลิเธียม แต่ไม่ค่อยได้ผลในทางปฏิบัติหรืออาจไม่ปลอดภัยเมื่อใช้กับกระจกบานใหญ่

ที่มาจาก : ผู้จัดการออนไลน์

Advertisements

5 อาการบ่งบอกสัญญาณโรคพุ่มพวง หรือ SLE

ภาพจากเว็บ  www.dek-d.com

5 อาการบ่งบอกสัญญาณโรคพุ่มพวง…3 ปัจจัยเสี่ยงกระตุ้นอาการกำเริบ
โดย อ.มงคลศิลป์ บุญเย็น ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การแพทย์ทางเลือกเพื่อบำบัดมะเร็ง และผู้อำนวยการมูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง

ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี หรือโรคพุ่มพวง แต่ละคนจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป  โดยทั่วไปจะมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการเกิดขึ้นกับหลายอวัยวะ หรือหลายระบบของร่างกาย บางรายจะเกิดอาการขึ้นพร้อม ๆ กัน หรือแสดงออกเพียงอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง  หากมีไข้ต่ำ ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุเป็นเวลานาน มีอาการปวดตามข้อ  มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า หรือมีผื่นคันบริเวณที่ถูกแสงแดด ผมร่วงมากผิดปกติ  มีอาการบวมตามขา หน้าหรือหนังตา และโดยเฉพาะผู้หญิงที่ประจำเดือนขาด  หรือไม่มา เหล่านี้อาจสงสัยได้ว่าจะป่วยเป็นเอสแอลอี

ข้อสังเกตอาการของโรคที่สัมพันธ์กับอวัยวะ

อาการทางผิวหนัง

ผู้ป่วยมักมีผื่นแดงขึ้นที่บริเวณใบหน้า บริเวณสันจมูก และโหนกแก้ม 2 ข้าง เป็นรูปคล้ายผีเสื้อ หรือมีผื่นแดงคันบริเวณนอกร่มผ้าที่ถูกแสงแดด  หรือมีผื่นขึ้นเป็นวง เป็นแผลเป็นตามใบหน้า หนังศีรษะ หรือบริเวณใบหู  มีแผลในปาก โดยเฉพาะบริเวณเพดานปาก นอกจากนี้ยังมีผมร่วงมากขึ้น

อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดข้อ มักเป็นที่ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเข่า หรือข้อเท้า บางครั้งมีบวมแดงร้อนร่วมด้วย

อาการทางไต

ผู้ป่วยมักมีอาการบวมบริเวณเท้า 2 ข้าง ขา หน้า หนังตา  เนื่องจากมีอาการอักเสบที่ไต รายที่มีอาการรุนแรงจะมีความดันเลือดสูงขึ้น  ปัสสาวะออกน้อยลง ไปจนถึงขั้นไตวายได้ในระยะเวลาอันสั้น

อาการทางระบบเลือด

ผู้ป่วยอาจมีเลือดจาง มีเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดลดลง  ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย มีภาวะติดเชื้อง่าย หรือมีจุดเลือดออกตามตัวได้

อาการทางระบบประสาท

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการชัก หรือมีอาการพูดเพ้อเจ้อไม่รู้เรื่อง  หรือคล้ายคนโรคจิตจำญาติพี่น้องไม่ได้ เนื่องจากมีการอักเสบของสมอง  หรือหลอดเลือดในสมอง

ปกติแพทย์จะแบ่งความรุนแรงของโรคเอสแอลอี ออกเป็นระดับความรุนแรงน้อย  ระดับปานกลาง และมาก ตามระบบของอวัยวะที่เกิดมีอาการ  และตามชนิดของอาการที่เกิดขึ้นกับอวัยวะนั้น ๆ เช่น อาการทางผิวหนังมีผื่น  หรืออาการทางข้อ มีข้ออักเสบ จัดเป็นความรุนแรงน้อยถึงระดับปานกลาง  ยกเว้นอาการบางชนิด เช่น เส้นเลือดอักเสบของผิวหนัง ส่วนอาการที่ระบบไต  ระบบเลือดและสมอง จัดเป็นอาการขั้นรุนแรง

อาการ ของโรคเหล่านี้ มักจะแสดงความรุนแรงมาก หรือน้อยภายในระยะเวลา 1-2  ปีแรกจากที่เริ่มมีอาการ หลังจากนั้นมักจะเบาลงเรื่อย ๆ  แต่อาจมีอาการกำเริบรุนแรงได้เป็นครั้งคราว

วิธีการรักษาโรค

ผู้ป่วยโรคเอสแอลอีควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ถ้าผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง การใช้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล หรือแอสไพริน หรือยาลดการอักเสบก็ควบคุมอาการได้  สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจต้องใช้ยาประเภทสเตียรอยด์  (ยาเพร็ดนิโซโลน) หรือยากดภูมิคุ้มกันในขนาดต่าง ๆ ตามความเหมาะสม  ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย  ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับความรุนแรงและระบบอวัยวะที่มีการอักเสบ  ยาเหล่านี้เป็นยาอันตราย อาจทำให้ผมร่วงหรือหัวล้านได้  เมื่อหยุดยาผมจะงอกขึ้นมาใหม่

แต่การใช้ยาเป็นเพียงการระงับอาการชั่วคราว ผู้ป่วยอาจต้องกินยาตลอดชีวิต  ผมเคยเจอคนไข้รายหนึ่งก่อนที่จะมารักษากับผม เขากินยาเป็นเวลานานถึง 28 ปี  ส่วนอีกรายกินยามา 22 ปีแล้ว แต่พอมารักษาด้วยสมุนไพรก็หายในระยะเวลา 6  เดือน แพทย์บางท่านอาจใช้ยาคีโมในการรักษาเอสแอลอี  ซึ่งก็เป็นการรักษาแบบประคับประคอง แต่อาจไม่หายขาด  คนไข้ส่วนใหญ่แทบทุกรายที่มาหาผม  ล้วนผ่านการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมาก่อน และมีอาการที่เห็นเด่นชัด  ตั้งแต่ผมร่วง ใบหน้ามีรอยช้ำ เป็นรอยเหมือนผีเสื้อ ประจำเดือนขาด  มีรอยช้ำจ้ำ ๆ บริเวณแขนขา ซึ่งคนเป็นโรคเอสแอสอีจะเกิดรอยช้ำได้ง่ายที่สุด

รักษาเอสแอลอีแบบแพทย์ทางเลือก

ผมอยากให้คนไข้หาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า  แพทย์แผนอื่นรักษาโรคเอสแอลอีได้หรือไม่ สำหรับคนไข้ที่มาหาผม  แทบจะไม่ต้องซักประวัติเพิ่มเติม บางคนขอรักษา 2 ทาง ผมก็จะแนะนำว่า  ไปหาหมอแผนปัจจุบันได้ แต่ให้เก็บยาไว้ก่อน จากนั้น  จึงกินยาสมุนไพรของผมซึ่งมีตัวหลักคือ เห็ดหลินจือ  กับยาปรับธาตุที่ปรับสภาพฮอร์โมนผู้หญิงให้ปกติ หรือ ถ้าเป็นผู้ชาย  ก็จะเป็นยาบำรุงร่างกาย

3 ปัจจัยเสี่ยงพึงระวัง เพื่อเลี่ยงอาการกำเริบ

นอกจากนี้คนไข้ต้องระวังในการรับประทานอาหาร เช่น อาหารต้องห้ามประเภทข้าวเหนียว ที่มีกลูเตน (โปรตีนที่สกัดจากแป้งสาลี ใช้ทำหมี่กึง ขนมปัง หรือส่วนผสมในพิซซ่า) ซึ่งจะไปเร่งให้อาการกำเริบ

และอีกประการที่คนไข้ต้องระวัง คือ แสงแดด หรือ แม้จะเป็นแสงไฟก็ตาม เพราะจะทำให้เกิดอาการผื่นแดง คัน ตามบริเวณมือ และหน้า ได้ จึงควรใส่เสื้อแขนยาวที่ปกปิดแขน ขา  และลำตัวได้มิดชิด ใส่หมวกปีกกว้าง ทายาป้องกันแสงแดด  และสวมเสื้อสีอ่อนที่ไม่ดูดซับความร้อน

อีกประการที่อาจคิดไม่ถึง คือ ความร้อนจากการปรุงอาหารที่มีรังสีอินฟาเรดถูกปล่อยออกมา ถ้าได้รับความร้อนมาก ๆ ก็เป็นการกระตุ้นให้โรคเอสแอลอีกำเริบได้เช่นกัน

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยอย่างถูกต้อง  เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพ  และต้องไม่ปฏิบัติตัวที่จะเป็นการกระตุ้นให้โรคกำเริบขึ้นมาใหม่ เช่น  การโดนแสงแดด ตรากตรำทำงานหนัก และอดนอน  ถึงแม้ว่าโรคจะสงบลงแล้วเป็นเวลาหลายปี ก็อาจยังมีโอกาสกำเริบใหม่อีกได้ ดัง นั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ  ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่  รักษาสุขอนามัยให้ดี ทำจิตใจให้สดชื่น ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ  ก็จะเป็นเกราะป้องกันโรคร้ายสู่ตัวเรา

ที่มา : นิตยสาร Be Well

รับตรง มศว 2557

 

รับตรง มศว 2557 กำลังจะปิดรับสมัครในวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 ข้อมูลตอนนี้มีผู้สมัครมากกว่า 65,000 คนแล้วจ้า !! ใครยังไม่สมัครก็ลองสมัครดูนะครับ  โดยปีการศึกษาก่อนมีผู้สมัครประมาณ 79,000 คน

เรามาดูยอดสมัครปีก่อนกันนะครับ

งั้นเรามาดูยอดสมัคร ปี 2557 กันดีกว่าว่าคณะไหนมาแรงบ้าง !!!

 

ปีนี้ต้องบอกได้เลยว่า เภสัชศาสตร์นี่ของเค้าแรงจริงๆ คนสมัครเยอะมากมาย

แต่ก็มีคณะที่ไม่เป็นที่นิยมในรอบรับตรง แต่รอบแอดของบอกคณะนี้คะแนนสูงแน่ เช่น  อนามัยสิ่งแวดล้อม-วท.บ.(สอบตรง)  สมัคร 253 คน

สาขาที่รับเยอะแต่คนสมัครยังน้อยอยู่เช่น  ฟิสิกส์-วท.บ.(สอบตรง) รับ 42 สมัครเพียง 242 การกำหนดอาหารและโภชนบำบัด-วท.บ.(สอบตรง) รับ 15 คน สมัครเพียง 83 คนเท่านั้น  การเงิน-บธ.บ.(สอบตรง) รับ 45  สมัคร 815 คน

“ผอ.สพม.” ยันไม่ขัด “ทรงผม”

                     กรณีนักเรียนและผู้ปกครองร้องผ่านสายด่วนการศึกษา 1579 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่ามีสถานศึกษาหลายแห่งไม่ปฏิบัติตามร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับความประพฤติ การแต่งกายและแบบทรงผมของนักเรียนและนักศึกษาฉบับใหม่ หลัง ศธ.ทำหนังสือสั่งการถึงหัวหน้าส่วนราชการที่มีสถานศึกษาในสังกัด เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับทรงผมนักเรียนนั้น เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายสัจจา ศรีเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กรุงเทพฯ เขต 2 กล่าวว่า ในส่วนของ สพม. กรุงเทพฯ เขต 2 ทำหนังสือถึงโรงเรียนทุกแห่งในสังกัด สพม.กรุงเทพฯ เขต 2 ให้ปฏิบัติตามร่างกฎกระทรวงฯ แต่ที่ผ่านมามีผู้ปกครองบางรายไม่เข้าใจ และสอบถามมาที่เขตพื้นที่ฯ บ้าง ซึ่งเขตพื้นที่ฯ ก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจแล้ว ขณะนี้ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนใดๆ อีก

“ผมเข้าใจว่าที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว เพื่อไม่เป็นการไปละเมิดสิทธิของเด็ก ตามหลักการประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เรื่องนี้อยู่ที่มุมมอง เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็มีเหตุผล ทั้งนี้ เชื่อว่าไม่มีโรงเรียนใดไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงเพราะถือเป็นนโยบาย แต่ที่ยังมีความไม่เข้าใจเกิดขึ้นบ้าง ส่วนหนึ่งอาจเพราะโรงเรียนยังทำความเข้าใจไม่เพียงพอ เชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น” นายสัจจากล่าว

ที่มา :  http://www.matichon.co.th

 

เตือนม.ราชภัฏ รับเด็กเรียนครูเกินกว่าเกณฑ์คุรุสภา มีปัญหาแน่

ภาพจากเว็บ  www.learners.in.th

                   คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เตือน อธิการบดีราชภัฏ รับเด็กเข้าเรียนครู เกินกว่าเกณฑ์ของคุรุสภา ระบุ อาจส่งผลเสียระยะยาวได้

                  นายสุรวาท ทองบุ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในฐานะประธานที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปค.มรภ.) และประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า ในปีนี้มีเด็กนักเรียนสมัครสอบคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้มหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่งเปิดรับนักศึกษาใหม่ ในจำนวนที่มากกว่าที่คุรุสภากำหนด จึงกังวลว่า จำนวนนักศึกษาที่เรียนครู มีเพียงพอต่อความต้องการของประเทศแล้ว การรับนักศึกษาเกินจำนวนอาจจะทำให้เกิดปัญหาทั้งต่อมหาวิทยาลัย ,ผู้เรียน และต่อประเทศ ในอนาคตได้ เพราะการรับนักเรียนเกินเกณฑ์ จะทำให้มีจำนวนบัณฑิตที่จบครูล้นต่อความต้องการของประเทศ ซึ่งคุรุสภาอาจจะไม่ให้การรับรองคุณวุฒิวิชาชีพครูในมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่รับเกินกว่าตัวเลขที่ระบุไว้ในเอกสารหลักสูตรได้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่งยังไม่รู้ข้อจำกัดในเรื่องของระเบียบข้อบังคับของคุรุสภา ที่กำหนดห้ามไม่ให้เปิดเกินจำนวนอย่างเด็ดขาด เพราะเคยมีปัญหาลักษณะนี้มาก่อน และคุรุสภาไม่รับรองมาหลายแห่งแล้ว โดยขณะนี้ตนเองได้รับรายงานว่า มีหลายแห่งเปิดรับนักศึกษาเกินจำนวน ดังนั้นอธิการบดีจะต้องรับผิดชอบแก้ไขปัญหาภายใน ไม่ให้เด็กที่ตั้งใจมาเรียนต้องเสียโอกาส เสียเวลา แต่ถ้าผลิตตามจำนวน นอกจากภาพลักษณ์วิชาชีพ ตลอดจนคุณภาพของบัณฑิตที่ดีแล้ว ยังทำให้มีตำแหน่งงานรองรับพอเพียงอย่างแน่นอน(ที่มา สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์)

 

ที่มา :  http://www.enn.co.th

บัณฑิตครูล้นตลาด สรุปจำนวนผู้เรียนครู 5 ปี

สรุปผลการสำรวจจำนวนนักศึกษาครู 5 ปี

จากการสำรวจจำนวนผู้เรียนในสถาบันผลิตครู จากมหาวิทยาลัยของรัฐเดิม มหาวิทยาลัยเปิด มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเอกชน สถาบันการพลศึกษา และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2556 พบว่า มีผู้เรียนในสาขาวิชาต่าง ๆ ในชั้นปีที่ 1 – 5 ที่จะสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2556-2560 ตามลำดับ จากมากไปหาน้อยดังนี้

1) พลศึกษา สุขศึกษา 54,542 คน

2) การปฐมวัย 27,136 คน

3) ภาษาอังกฤษ 24,748 คน

4) สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 22,884 คน

5) คณิตศาสตร์ 22,656 คน

6) ภาษาไทย 20,537 คน

7) วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทั่วไป 17,847 คน

8) คอมพิวเตอร์ศึกษา เทคโนโลยีการศึกษา 17,562 คน

9) การประถมศึกษา 8,119 คน

10) ดนตรี 4,180 คน

11) ชีววิทยา 4,024 คน

12) ศิลปศึกษา ทัศนศิลป์ จิตรกรรม 3,899 คน

13) นาฏศิลป์ (ไทย สากล) นาฏยดุริยางคศาสตร์ 3,810 คน

14) เคมี 2,917 คน

15) ฟิสิกส์ 2,813 คน

16) ภาษาจีน 2,229 คน

17) วิศวกรรมอุตสาหกรรม 2,203 คน

18) การศึกษา 2,025 คน

19) การศึกษาพิเศษ 1,834 คน

20) วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรมนาคม 1,668 คน

21) วิศวกรรมเครื่องกล 1,594 คน

22) วิศวกรรมไฟฟ้า 1,283 คน

23) เกษตรกรรม เกษตรศาสตร์ สิ่งแวดล้อม 1,225 คน

24) วิศวกรรมโยธา 1,166 คน

25) จิตวิทยา 1,116 คน

26) คหกรรมศาสตร์ 980 คน

27) ธุรกิจศึกษา บริหารธุรกิจ 705 คน

28) อุตสาหกรรม 688 คน

29) ครุศาสตร์วิศวกรรม 410 คน

30) ภาษาญี่ปุ่น 337 คน

31) การวัด การวิจัย การประเมินผลการศึกษา 332 คน

32) เทคโนโลยีอุตสาหกรรมศึกษา 295 คน

33) ครุศาสตร์สภาพแวดล้อมภายใน 284 คน

34) ครุศาสตร์การออกแบบ 283 คน

35) การศึกษานอกระบบ 282 คน

36) สถาปัตกรรม 248 คน

37) การสอนวิทยาศาสตร์ทั่วไป 169 คน

38) บรรณารักษ์ศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ 158 คน

39) วิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ 156 คน

40) ภาษาฝรั่งเศส 120 คน

41) การงานอาชีพและเทคโนโลยี 33 คน

42) การบริหารการศึกษา 13 คน

43) อิสลามศึกษา 12 คน

รวมผู้เรียนจะสำเร็จการศึกษาในทุกสาขา แต่ละปี ดังนี้ ปีการศึกษา 2556 จำนวน 29,844 คน ปีการศึกษา 2557 จำนวน 40,437 คน ปีการศึกษา 2558 จำนวน 56,382 คน ปีการศึกษา 2559 จำนวน 71,530 คน ปีการศึกษา 2560 จำนวน 61,329 คน ทั้งนี้จนถึงปีการศึกษา 2560 หรืออีก 5 ปี จะมีผู้สำเร็จรวมทั้งสิ้น 259,522 คน
จากที่ สกอ. โดยมี รมต.ศธ. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นประธานการประชุมอธิการบดีและคณบดีในสถาบันท่ีเกี่ยวข้องกับการผลิตครู 5 ปี เพื่อวางแผนการผลิตครู และมีการเสนอผลการสำรวจ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2556 พบว่า มีจำนวนผู้เรียนเกินความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้ครูมากในบางสาขาวิชา และคาดว่าจะขาดแคลนในหลายสาขาวิชา และมีมติให้สถาบันฝ่ายผลิตพิจารณาทบทวนแผนการผลิต นั้น
ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2556 สภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) ได้ทำการสำรวจ ปรากฏว่า สาขาวิชาท่ีมีผู้เรียนเกินความต้องการ มีจำนวนมากขึ้น อย่างน่าตกใจ และสาขาท่ีคาดว่าจะขาดแคลนก็ยังคงมีผู้เรียนน้อยตามเดิม และจำนวนภาพรวมเพิ่มขึ้นกว่า 20,000 คน คือ 259,522 คน จากเดิมที่พบจากการสำรวจครั้งก่อนประมาณ 240,000 คน ในขณะที่ข้อมูลครูจะเกษียณอายุราชการ ประมาณ 100,000 คน แต่เชื่อว่าจะได้อัตราแทนเพียง 20,000 คน หรือร้อยละ 20 เท่านั้น
โดยสรุป สถาบันฝ่ายผลิตครู ไม่สามารถลดจำนวนและเพิ่มจำนวนให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ อาจเป็นเพราะมีการกำหนดแผนการรับและประกาศรับสมัครไปแล้ว ทั้งระบบ รับตรงและแอ้ดมิสชั่นกลาง
สำหรับข้อแนะนำที่ ส.ค.ศ.ท. เคยหารือกันไว้คือ 1) ลดหรืองดรับผู้เรียนในสาขาวิชาที่เกินความต้องการ โดยเฉพาะ 8 สาขาวิชา 2) เพิ่มจำนวนผู้เรียนในสาขาวิชาที่ขาดแคลน กรณีสถาบันฝ่ายผลิตมีความพร้อม ในปีต่อไป 3) โอนย้ายผู้เรียนไปในสาขาวิชาที่เกินไปเรียนในสาขาวิชาขาดแคลน ตามความพร้อมของสถาบันฝ่ายผลิต ตามความสามารถ และตามความสมัครใจของผู้เรียน 4) สนับสนุนให้บัณฑิตเรียนเพิ่มในสาขาวิชาที่ขาดแคลน อีกสาขาหนึ่ง (ปริญญาเดียวกันสาขาที่สอง) 5) เปิดโอกาสให้สถาบันฝ่ายผลิต เทียบโอนหรือโอนย้ายนักศึกษาหรือรับบัณฑิตปริญญาอื่น เข้าเรียนในสาขาวิชาที่มีความขาดแคลน หรือเข้าเรียนในระดับปริญญาโท ทางการสอน
การแก้ปัญหา กรณี สาขาวิชาท่ีมีการผลิตเกิน (หากยังคงจำนวนเท่าเดิม) 1) พัฒนาทัษะความสามารถพิเศษ เพื่อสร้างโอกาส และตรงตามความต้องการผู้จ้างงาน อื่น นอกจากการเป็นครู 2) พัฒนาทักษะภาษาเพื่อให้สามารถสอนในโรงเรียนนานาชาติ หรือในประเทศอื่น ทั้งในอาเซียนและนานาชาติ เช่น ทักษะภาษาอังกฤษหรือภาษาอาเซียน 3) จัดให้มีการเรียนปริญญาอื่นควบคู่ไปด้วย
ส่วนตัวเห็นว่า สาขาวิชาที่มีผู้เรียนเกินความต้องการ คือสาขาวิชาที่มีผู้เรียนมากกว่า 10,000 คน ส่วนสาขาวิชาท่ีคาดว่าจะขาดแคลน คือ สาขาวิชาที่มีผู้เรียนไม่เกิน 5,000 คน สำหรับสาขาวิชาที่น่าเป็นห่วงคือ สาขาวิชาด้านพลศึกษา สุขศึกษา ส่วนสาขาวิชาภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์อาจหางานอื่นทำได้ สำหรับคณิตศาสตร์อาจไปทดแทนที่อัตราที่ขาดแคลนอยู่เดิมแล้ว อาจจะเกินไม่มากนัก

ส่วนสาขาที่จะขาดแคลนและจะเป็นปัญหาต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่ สาขาวิชาเคมี ชีววิทยา และฟิสิกส์ รวมทั้ง สาขาวิชาด้านภาษาโดยเฉพาะภาษาอาเซียน พบว่าไม่มีการผลิต ควรต้องพิจารณาขยายการผลิต
ปัญหาการผลิตนี้ เป็นเพราะกระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีข้อมูลความต้องการที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน และที่สำคัญประเทศไทยมีการยุบกรมการฝึกหัดครู จึงไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบแผนการผลิต จึงต่างคนต่างผลิต ในขณะที่ ส.ค.ศ.ท. เป็นเพียงองค์กรที่ตั้งขึ้นมานอกเหนือกฎหมายกำหนดขาดอำนาจสั่งการหรือตัดสินใจใด ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวกับครูมีมากแต่ไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่นี้และขาดความเป็นเอกภาพ นอกจากนี้ คณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ไม่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้มีความเข้มแข็งมาอย่างยาวนาน ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐเดิม มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เปิดรับตามความพร้อมที่มีอยู่ ทำให้เกินและขาดในบางสาขาวิชาไม่สอดคล้องกับความต้องการ
จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ถือว่าเป็นปัญหาเชิงปริมาณ ซึ่งจะส่งผลไปเชิงคุณภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดบ้าง โดยเฉพาะรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ถ้าไม่ถือว่าเรื่องการผลิตครูนี้เป็นเรื่องใหญ่ คนในประเทศนี้จะขาดคุณภาพ ไม่มีทางปรองดอง ไม่สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ แต่ฝ่ายการเมืองคงชอบเพราะคนขาดคุณภาพแล้วปกครองง่าย (ยากจน เหลื่อมล้ำ ประชานิยม ซื้อเสียงได้อำนาจต่อไป) และขอวิงวอนคณบดีและอธิการบดี โปรดห่วงใยลูกศิษย์และความเป็นวิชาชีพชั้นสูงด้วย ตกงานถูกดูแคลนแล้วมันจะเป็นวิชาชีพชั้นสูงได้อย่างไร

 

ที่มา : http://www.kroobannok.com

วัยรุ่นอเมริกันเจ๋ง! ประดิษฐ์อุปกรณ์ชาร์จแบตโทรศัพท์เต็มภายใน 20 วินาที

                  นักเรียนหญิงจากรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างความสนใจให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล ที่สามารถชาร์จแบตเตอรีสมาร์ทโฟนให้เต็มโดยใช้เวลาเพียง 20 วินาที

อุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์ ที่มีชื่อว่า “ซูเปอร์คาแพซิเตอร์” ของน.ส.อีชา แคร์ วัย 18 ปี จากเมืองซาราโตกา ทำให้เธอคว้าเงินรางวัล 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากงานอินเทล อินเตอร์เนชันแนล ไซแอนซ์ แอนด์ เอนจิเนียริง แฟร์ ที่เมืองฟีนิกซ์ ในฐานะรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ดีเด่น เอาชนะคู่แข่งกว่า 1,600 คน จาก 70 ประเทศไปอย่างง่ายดาย

อุปกรณ์ดังกล่าว จะช่วยลดเวลาการชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์ ที่เดิมกินเวลาหลายชั่วโมง ให้เหลือเพียง 20 วินาที อีกทั้งสามารถใช้ได้นานขึ้นอีกด้วย

แคร์เปิดเผยว่า กระทั่งปัจจุบัน อุปกรณ์”ซูเปอร์คาแพซิเตอร์” (supercapacitor) สามารถใช้ชาร์จได้เฉพาะกับอุปกรณ์หน้าจอแอลอีดีขนาดเล็กเท่านั้น ก่อนที่จะดัดแปลงเพื่อนำมาใช้ชาร์จโทรศัพท์มือถือ และหวังว่าในอนาคตจะสามารถนำไปใช้เพื่อชาร์จแบตเตอรีรถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ โดยอาศัยความสนใจในวิชาเคมีระดับนาโน

แคร์ ซึ่งปัจจุบันศึกษาอยู่ที่โรงเรียนมัธยมลินบรู๊ค เตรียมเดินทางไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในช่วงฤดูใบไม่ร่วงปีนี้ เพื่อศึกษาในสาขาที่เธอสนใจ ขณะที่บริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล ก็ให้ความสนใจในตัวเธอเช่นกัน

แคร์กล่าวว่า อุปกรณ์ดังกล่าวมีความยืดหยุ่นสูงและมีขนาดเล็ก จึงสามารถนำไปติดในเสื้อผ้าหรือกระดาษม้วนได้ และสามารถนำไปใช้ชาร์จแบตเตอรีได้ถึง 10,000 ครั้ง หรือมากกว่าแบตเตอรีปกติราว 10 เท่า

ที่มา : http://www.matichon.co.th/

เขตพื้นที่สรุปแผนแก้ปัญหาโรงเรียนเล็กเสร็จแล้ว

ภาพจากเว็บ news.voicetv.co.th

                 สพฐ.เร่งประมวลข้อมูลแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก หลัง 182 เขตพื้นที่การศึกษาส่งข้อมูลให้ครบแล้ว คาดเห็นภาพชัดเจนภายใน 31 พ.ค.นี้ “ชินภัทร” ย้ำแก้ปัญหาโรงเรียนเล็กในอนาคตเน้นชุมชนมีส่วนร่วมเป็นสำคัญ

                 วันที่ 28 พ.ค. 56 ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งได้รับข้อมูลจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 182 เขตพื้นที่ครบเรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้ สพฐ.กำลังวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประมวลผลภาพรวมทั้งหมดเกี่ยวกับแผนดังกล่าว เพื่อจัดทำเป็นเอกสารข้อมูลสำหรับการประชุมคณะกรรมการภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเสนอให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้ลงนาม เนื่องจากในคณะกรรมการดังกล่าวจะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มากประสบการณ์หลายคนเข้าร่วมด้วย
เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า  สำหรับข้อมูลเบื้องต้นที่ สพฐ.ได้รับมาจากเขตพื้นที่การศึกษานั้น มีหลายเขตพื้นที่ได้แสดงความเห็นว่า กรณีการยุบรวมหรือยุบเลิกจะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยการรับส่งนักเรียน ดังนั้น สพฐ.จึงได้เตรียมตั้งงบประมาณสำหรับจัดหารถยนต์หรือรถตู้ จำนวน 1,000 คัน แบ่งเป็นปี 2557 จำนวน 150 คัน และ ปี2558 จำนวน 850 คัน ซึ่งเราจะทำการวิเคราะห์ตามหลักเกณฑ์เพื่อดูว่าโรงเรียนใดบ้างของแต่ละเขตพื้นที่ที่มีแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กอย่างชัดเจนที่สุด และมีการใช้รถยนต์มาเป็นปัจจัยในการบริหารจัดการ ซึ่งหลักเกณฑ์ในส่วนนี้จะให้เขตพื้นที่เป็นผู้เลือกโรงรียนหรือกลุ่มโรงเรียนที่มีแผนบริหารจัดการที่ชัดเจน เช่น มีโรงเรียนหลัก โรงเรียนเครือข่าย มีจำนวนตัวป้อนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น และมีการสนับสนุนจากชุมชน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นหลักประกันได้แน่นอนว่าโรงเรียนขนาดเล็กจะไม่อยู่ในข่ายต้องยุบในปี 2557  ทั้งนี้ข้อมูลต่างๆจะประมวลผลเสร็จภายในวันที่ 31 พ.ค.นี้

“ ในเบื้องต้นการดำเนินการเกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ.จะนำข้อเสนอความคิดเห็นจากตัวแทนสภาการศึกษาทางเลือกมาเป็นข้อพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นที่อยากให้มีการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ดังนั้นอนาคตของการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กจะไม่ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์แบบราชการ แต่จะอยู่ในรูปแบบการแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วมของชุมชน  เพื่อดูแลรักษาโรงเรียนให้คงอยู่ต่อไป ซึ่งรายชื่อโรงเรียนขนาดเล็ก 49 โรงที่สภาการศึกษาทางเลือกเคยเสนอมานั้นจะเป็นโรงเรียนที่ สพฐ.ให้ความสำคัญพร้อมติดตามให้งบประมาณสนับสนุน เพื่อให้โรงเรียนเหล่านั้นเป็นโรงเรียนของชุมชนอย่างแท้จริงต่อไป” ดร.ชินภัทร กล่าว

ที่มาจาก : http://www.dailynews.co.th

ออกกำลังกายแบบง่าย แค่วันละ 7 นาที

 ภาพ  Credit: LifeScience.com

               ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ แนะนำให้ผู้ใหญ่ออกกำลังแบบกลางๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที หรือจะเป็นการออกกำลังกายหนักๆ 75 นาที แต่ต้องออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วันด้วย แต่ขั้นตอนออกกำลังต่อไปนี้ใช้เวลาแค่ 7 นาที และทำให้เราได้ออกกำลังทั้ง 2 แบบไปพร้อมกัน

สถาบันสมรรถภาพมนุษย์ (Human Performance Institute) ในออร์แลนโด ฟลอริดา สหรัฐฯ ให้คำแนะนำในการออกกำลัง 12 ท่าต่อเนื่องที่ใช้เวลาออกกำลังรวมเพียง 7 นาที แต่ทำให้เราได้ออกกำลังทั้งแบบลงน้ำหนัก (weight bearing ) ที่สร้างความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อ และแบบแอโรบิก (aerobic) ที่กระตุ้นอัตราเต้นของหัวใจและการใช้ออกซิเจนไปพร้อมกัน

แต่ละท่าทำเพียง 30 วินาทีแล้วเว้นช่วง 10 วินาทีก่อนไปต่อท่าใหม่ และเมื่อทำครบทุกท่าแล้ว สามารถวนซ้ำได้อีก 2-3 รอบตามต้องการ

ลำดับการออกกำลัง 12 ท่า มีดังนี้
1. กระโดดตบ (Jumping jacks)
2.ย่อตัวนั่งพิงกำแพง (Wall sits)
3.ยันพื้น (Push-ups)
4.บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง (Abdominal crunches)
5.ขึ้น-ลงบนเก้าอี้ (Step-ups onto a chair)
6.ทำท่าสคอท (Squats) ยืน-นั่งกลางอากาศ
7.บริหารต้นแขนบนเก้าอี้ (Triceps dips on a chair)
8.ทำท่าแพลงก์ (Planks)
9.วิ่งอยู่กับที่ (High knees/running in place)
10.ก้าวย่อเข่า (Lunges)
11.ยันพื้นแล้วหมุน (Push-ups and rotations)
12.ทำท่าแพลงก์ด้านข้างลำตัว (Side planks)

 

ที่มา : http://www.manager.co.th

โกงสอบ-ยุบ รร. ทำเด็กเก่งถอนตัวเรียนครู

 ขาดความเชื่อมั่นในวิชาชีพ/จี้รัฐบาลจริงใจดูแลการศึกษาชาติ

ภาพจากเว็บ morning-news.bectero.com

                        นายสุรวาท ทองบุ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม(มรม.) และประธานสภาคณบดีครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจจำนวนผู้สมัครเข้าศึกษาต่อในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ปีการศึกษา 2556 ในมหาวิทยาลัยราชภัฎหลายแห่ง พบว่า นักเรียนชั้น ม.6 ที่สมัครเข้าเรียนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ได้สละสิทธิ์เป็นจำนวนมาก บางแห่งคิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนนักเรียนที่เข้าใหม่ เช่น คณะครุศาสตร์ มรม. เดิมมีนักเรียนสมัครเรียนประมาณ 700 คน แต่ขณะนี้ได้สละสิทธิ์ไปมากกว่า 200 คนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดีและได้คะแนนแอดมิสชั่นส์สูง จึงไปเลือกเรียนคณะและมหาวิทยาลัยที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม มองว่าอีกสาเหตุหนึ่งของการสละสิทธิ์ เนื่องจากปัญหาด้านนโยบายภาครัฐในการสนับสนุนบัณฑิตสายครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ที่ไม่เข้มแข็งและไม่ชัดเจน ได้แก่ 1.ความไม่ชัดเจนของนโยบายโครงการครูมืออาชีพ ที่จะสนับสนุนการมีงานทำของบัณฑิตสายครู

2.ปัญหาการทุจริตการสอบบรรจุครูผู้ช่วย ที่พบว่ามีการโกงล้านเปอร์เซ็นต์ แต่กลับไม่มีผู้ใดได้รับการลงโทษ แสดงให้เห็นถึงการขาดความเด็ดขาดในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้นนักเรียนจึงมีความไม่มั่นใจว่าการเป็นคนดี คนเก่งแล้วจะสอบบรรจุได้ถ้าไม่โกง

และ 3.การประกาศนโยบายยุบรวม หรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทำให้เด็กนักเรียนเชื่อว่าจะมีอัตราการบรรจุน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้นจึงมีความเป็นห่วงอนาคตของตัวเองในวิชาชีพครู

“หลายเหตุผลดังกล่าวส่งผลให้นักเรียนเริ่มไม่มั่นใจว่าเรียนจบไปแล้วจะได้งานที่ดี โดยเฉพาะกรณีข่าวการยุบรวมโรงเรียนเล็กที่ดันมามีข่าวเวลานี้ ทั้งที่จริง ศธ.ก็มีการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กอยู่แล้ว จุดนี้ทำให้นักเรียนขาดความเชื่อมั่นโดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนเก่งๆ ที่มีตัวเลือกมาก ก็จะเลือกช่องทางที่สร้างความเชื่อมั่นแก่อนาคตได้ดีกว่า ทำให้ในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ส่วนใหญ่จะต้องเรียกนักเรียนลำดับท้ายๆ มาเรียนแทน ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประเทศน่าจะได้คนดีคนเก่งมาเรียนครูเหมือนเช่นประเทศอื่นเขา”

นายสุรวาท กล่าวและว่า ขณะนี้ ศธ.ใช้เวลาที่มีน้อยอยู่แล้วไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องปลายเหตุ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน แทนที่จะคิดแก้ปัญหาที่ต้นทาง ดังนั้นอยากเสนอให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ส่งทีมที่มีความเข้าใจเรื่องการศึกษามาช่วย เพราะเวลานี้ทีมที่ปรึกษายุ่งอยู่กับการปรับหลักสูตร ทั้งที่การแก้ปัญหาการศึกษานี้จะต้องแก้หลายอย่างไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา เรื่อง การปฏิรูปครูทั้งการพัฒนาครูและระบบการผลิต

นอกจากไม่มีความคืบหน้าแล้ว ยังรู้สึกว่าถอยหลังและติดลบด้วยซ้ำ โดยโครงการดีๆ เช่น โครงการครูพันธุ์ใหม่ ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นโอกาสของประเทศ รัฐบาลนี้ก็ยกเลิกไป และนำโครงการครูมืออาชีพมาแทน ซึ่งเป็นเสี้ยวหนึ่งของโครงการเดิม แถมยังถูกทำให้บิดเบี้ยว ผิดหลักการและที่สำคัญยังไม่มีอะไรคืบหน้า ดังนั้น จึงอยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ควรพิจารณาเพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้ ศธ.ดำเนินงานให้ดีขึ้นได้แล้ว

 

ข้อมูลจาก : http://www.siamrath.co.th

หุ่นยนต์แมลงตัวจิ๋วสุดในโลก

ภาพจากเว็บ saitan39o.blogspot.com

                 คณะนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสหรัฐ นำโดยดร.เควิน หม่า และดร.โรเบิร์ต วู้ด ประดิษฐ์หุ่นยนต์ใหม่ให้ฮือฮา เพราะเป็นหุ่นยนต์แมลงที่จิ๋วที่สุดเท่าที่เคยมีมา เรียกว่า “โรโบ-ฟลาย” สร้างจากไฟเบอร์ชนิดคาร์บอน น้ำหนักเบาแค่กรัมเดียว แต่มีปีกที่ทรงพลังมากทีเดียว คาดว่าหากพัฒนาอย่างสมบูรณ์แล้วจะไปใช้ในงานกู้ภัยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีซากถล่ม หรือรูเล็กๆ ซึ่งคนหรือสุนัขตำรวจเข้าไปไม่ได้

ความสำเร็จที่ทีมงานปลื้มที่สุดคือการสร้างปีกแมลงที่กระพือด้วยความเร็วสูงมาก คิดว่าเป็น 120 ครั้งต่อวินาที เหมือนกับแมลงจริงๆ มาจากวัสดุพิเศษที่เรียกว่า พีโออิเล็กทริก ซึ่งจะหดตัวทุกครั้งที่ได้รับแรงดันไฟฟ้า เวลาที่แรงดันไฟฟ้าเปิดปิด เจ้าตัวนี้จึงทำหน้าที่เหมือนกล้ามเนื้อขนาดย่อมที่ขยับปีกให้กระพือเร็วมาก เมื่ออากาศด้านบนไหลเร็วกว่าด้านล่างปีก ก็จะสร้างแรงดันใต้ปีกมากขึ้น ขณะที่แรงดันด้านบนลดลง เจ้าหุ่นก็จะยกตัวบินสูงขึ้น หากใครอยากเห็นภาพเคลื่อนไหว
ชมกันได้ในเว็บไซต์ http://www.bbc.co.uk

 

ที่มา : http://www.khaosod.co.th

สั่งลา! เปิดเทอม 16พ.ค. ปีนี้ครั้งสุดท้าย ปีหน้าเป็นต้นไปเปิดในวันที่ 10 มิ.ย.

ภาพจากเว็บ www.alainbernardenthailande.com

                  “ชินภัทร” ระบุปีการศึกษา 2556 นี้ สพฐ.ใช้กำหนดเปิดเรียนวันที่ 16 พ.ค.ของทุกปีเป็นครั้งสุดท้าย เพราะปีหน้าเลื่อนเปิดเทอมตามอาเซียนเป็นวันที่ 10 ม.ย.ของทุกปีแล้ว ชี้เรื่องทรงผมนักเรียน ถึงแม้เปิดเสรีแล้ว แต่ประชาคมในโรงเรียนยังมีสิทธิ์ พิจารณาร่วมกันหาทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียนได้ ขณะที่ “พงศ์เทพ” แจงการซอยผมเป็นเรื่องปกติการตัดผม จึงยกเลิกข้อห้าม

วันที่ 16 พฤษภาคม 2556 เวลา 07.30 น. ที่โรงเรียนสตรีวิทยา เขตพระนคร คณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำโดยนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเปิดภาคการศึกษาที่ 1/2556 ซึ่งเป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรกโรงเรียนสังกัด สพฐ. โดยนายชินภัทรกล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่โรงเรียนเปิดเรียนเต็มรูปแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกโรงพร้อมกันทั่วประเทศ หลังจากทยอยเปิดภาคเรียนตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่สำคัญการเปิดภาคเรียนของปีการศึกษา 2556 ในวันที่ 16 พ.ค.นี้ จะถือปีสุดท้าย ก่อนปรับไปเปิดในวันที่ 10 มิ.ย. ในปีการศึกษา 2557 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ที่เลื่อนปรับการเปิด-ปิดภาคเรียนให้ตรงกับมหาวิทยาลัยของชาติสมาชิกอาเซียน

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า ส่วนการรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 นั้น ขณะนี้เด็กทุกคนมีที่เรียนครบถ้วน ไม่มีรายงานว่านักเรียนคนใดไม่มีที่เรียน ที่สำคัญเนื่องจากตัวป้อนลดลง ซึ่งอาจเพราะอัตราการเกิดของประชากรลดลง ทำให้โรงเรียนชื่อดังหลายแห่งมียอดการรับนักเรียนต่ำกว่าเป้าหมาย

นายชินภัทรกล่าวถึงกรณีทรงผมนักเรียนรับเปิดภาคการศึกษา ที่ร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติ การแต่งกาย และแบบทรงผมของนักเรียนนักศึกษา เปิดให้สามารถซอยผมได้ว่า จริงๆ แล้วกฎกติกาให้การผ่อนปรนถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ก็ขึ้นอยู่กับค่านิยมและวัฒนธรรมของโรงเรียนด้วย สพฐ.ไม่ได้ไปบังคับ แต่ก็ขอให้นักเรียนมาตกลงกันเอง ถ้ารุ่นพี่หรือประชาคมคิดว่าจะใช้ทรงผมอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียน ก็ขอให้ตกลงกัน ถือว่าเป็นสิทธิของนักเรียน

ส่วนกรณีที่ผู้ปกครองมีข้อห่วงใยว่าการให้อิสระนักเรียนในการซอยผมได้จะทำให้เด็กตามแฟชั่นมากขึ้น และอาจทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมนั้น ตนก็เห็นด้วย ดังนั้นจึงขอให้ทุกโรงเรียนเน้นย้ำกับนักเรียนว่า แม้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะผ่อนคลายกฎระเบียบเกี่ยวกับทรงผม แต่ก็ขอให้นักเรียนคำนึงถึงกรอบของความเหมาะสม ความพอดี เพราะทุกคนมีหน้าที่ และการเป็นนักเรียนจะต้องตั้งใจเรียน และถ้ามัวแต่ไปมุ่งเกี่ยวกับเรื่องทรงผม การแต่งกาย จะทำให้จิตใจไขว้เขวออกไปจากการเรียนได้ และอาจทำให้ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น อยากฝากถึงนักเรียนว่า อิสระเรามีได้ แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม

ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวชี้แจงร่างกฎกระทรวงที่ปรับแก้ถ้อยคำ โดยตัดคำว่าห้ามนักเรียนซอยผมออก ว่า การตัดประโยคดังกล่าวเป็นการตัดปัญหาการตัดผมสมัยใหม่ เพราะจริงๆ คำว่าการซอยผมจะมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งการซอยผมเป็นเรื่องปกติของการตัดผมให้บางลง จึงคิดว่าหากใส่ประโยคห้ามดังกล่าวไปก็อาจมีปัญหาตามมาได้ อย่างไรก็ดี ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจะมีผลก็ต่อเมื่อได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่ในระหว่างนี้ก็ให้ยึดถือกฎกระทรวงปี 2518 เป็นหลัก ซึ่งทาง ศธ.ก็ทำหนังสือแจ้งไปยังสถานศึกษาทุกแห่งแล้ว.

 

ที่มา : http://www.thaipost.net

อัดโอเน็ตทำให้การสอนในโรงเรียนผิดเพี้ยน

ภาพจากเว็บ campus.sanook.com

              สกว.จับมือสถาบันรามจิตติจัดเวทีจับกระแสการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน ชี้แนวโน้มโลกมุ่งการวัดและประเมินเพื่อ “พัฒนา” มากกว่า “พิพากษา”เด็ก อัดการสอบโอเน็ตเป็นตัวขวางการพัฒนาเด็ก ทำให้การสอนในโรงเรียนผิดเพี้ยน ครูต้องสอนเหมือนติวข้อสอบมากกว่าจะสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่แท้จริง

วันที่ 15 พ.ค. 2556 ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานการเสวนาจับกระแสความเคลื่อนไหวและนวัตกรรมในการจัดการศึกษาและพัฒนาเด็กและเยาวชน หรือ INTREND ครั้งที่ 7 ในหัวข้อ “จับกระแสการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียนจากประสบการณ์นานาประเทศ” จัดโดยสถาบันรามจิตติ ณ ห้องประชุม สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) เพื่อเป็นเวทีเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเคลื่อนไหวในทิศทางการวัดและประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน รวมถึงให้ข้อคิดและข้อเสนอต่อการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาไทยไปสู่การพัฒนาการศึกษาเพื่อผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

             ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า แนวโน้ม “การวัดและประเมินผู้เรียน” ของประเทศต่างๆ อาทิ แคนาดา อังกฤษ สกอตแลนด์ สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ ได้ปรับไปในทิศทางใหม่ที่เน้นการวัดและประเมินเพื่อการพัฒนา โดยมีแนวโน้มผสมผสานและรักษาความสมดุลระหว่างการประเมินแบบเน้นการพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคล กับการวัดเป้าหมายปลายทางผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นครูในศตวรรษที่ 21 จะต้องสามารถผสมผสานกระบวนการวัดผลเข้ากับกระบวนการสอนของครูอย่างแนบแน่น ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นต้องเตรียมครูและการพัฒนาโรงเรียนให้เท่าทันกับกระแสการวัดและประเมินผลรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาให้ครูเข้าใจเรื่องการวัดและประเมินผลแนวใหม่ รู้จักที่จะใช้ผลจากการวัดการประเมินเพื่อนำไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูให้เหมาะกับเด็กเป็นรายบุคคล พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นผู้เรียนให้เห็นจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง สามารถวางเป้าหมายการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมและมีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายนั้น

              ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาสถาบันรามจิตติ กล่าวว่า สิ่งท้าทายที่สุดของการศึกษาไทย คือ ทำอย่างไรให้การศึกษาเป็น “เสื้อสั่งตัด” ไม่ใช่ “เสื้อโหล” อย่างที่เป็นมา การเรียนรู้และการวัดและประเมินผลทั้งหมดจึงต้องเป็น “กระบวนการที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย” เพียงพอที่จะรองรับความแตกต่างในความถนัด ความสนใจ หรือแม้แต่ปัญหาที่มีในเด็กแต่ละคน จึงจะทำให้การศึกษาสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการมีชีวิตที่มั่นคงมากขึ้นได้ แต่ปัจจุบันอุปสรรคสำคัญคือระบบการสอบระดับชาติ เช่น โอเน็ตที่ใช้ประกอบการเข้ามหาวิทยาลัยกำลังเป็นตัวกดดันทั้งครูและเด็ก ทำให้การสอนในโรงเรียนมัธยมกลายเป็นการติวข้อสอบมากกว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ให้แก่เด็กอย่างแท้จริง

ที่มา :  เดลินิวส์ วันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2556

แค่ 2 สัปดาห์คนสมัครตีตั๋วเที่ยวเดียวไปดาวอังคารเกือบแสน

 

ภาพวาดจำลองการสร้างอาณาจักรของผู้บุกเบิกบนดาวอังคาร (สเปซด็อทคอม/ Mars One)

          ไม่น่าเชื่อว่าแค่ 2 สัปดาห์หลังนักลงทุนชาวดัตช์ ประกาศรับสมัครมนุษย์กลุ่มแรกที่จะตีตั๋วไปไม่กลับดาวอังคาร มีผู้สมัครแล้วกว่า 78,000 คน จาก 120 ประเทศทั่วโลก

ถึงวันนี้โครงการมาร์สวัน (Mars One) ของนักลงทุนชาวดัตช์ที่เพิ่งประกาศรับสมัครมนุษย์ไปตั้งรกรากบนดาวอังคารเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา มีผู้สมัครจากทั่วโลกแล้วกว่า 78,000 คน ตามที่ทางโครงการได้ออกมาเผยยอดผู้สมัคร

ทั้งนี้ มาร์สวันเป็นองค์กรเอกชนที่ร่วมตั้งขึ้นโดย บาส แลนส์ดอร์ป (Bas Lansdorp) นักลงทุนชาวดัตช์ และได้เปิดโครงการรับสมัครมนุษย์ 4 คนแรกที่จะขึ้นไปบุกเบิกตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรบนดาวอังคารในปี 2023 และหลังจากนั้นจะส่งมนุษย์อวกาศไปเยือนอีกทุกๆ 2 ปี

บาส แลนส์ดอร์ป ผู้บริหารระดับสูงของมาร์สวันกล่าวว่า ภายใน 2 สัปดาห์มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการถึง 78,000 คน ทำให้โครงการกลายเป็นภารกิจที่หลายคนใฝ่ฝันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และจำนวนคนที่สมัครเข้ามาขนาดนี้ทำให้เขาเชื่อว่าจะมีคนสมัครร่วมโครงการตามเป้าหมายที่วางไว้ประมาณ 500,000 คน

โครงการสร้างอาณาจักรบนดาวแดง (Red Planet Colony Project) ของมาร์สวันนี้ ตั้งเป้าจะส่งผู้บุกเบิก 4 คนแรกไปดาวอังคารในปี 2023 ด้วยงบประมาณ 1.8 แสนล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ที่บริษัทจากเนเธอร์แลนด์วางไว้คือการติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายทอดเหตุการณ์นับแต่มนุษย์อวกาศชุดแรกเริ่มสร้างอาณาจักรบนดาวแดงแบบเรียลิตีทีวีกลับมายังโลก

สเปซด็อทคอมระบุว่าการรับสมัครผู้บุกเบิกดาวแดงขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 31 ส.ค. โดยผู้สมัครต้องมีอายุขั้นต่ำ 18 ปี และสมัครด้วยการส่งวิดีโอยาว 1 นาทีที่บอกถึงความปรารถนาในการเป็นผู้บุกเบิกดาวแดงผ่านทางเว็บไซต์ของมาร์สวัน ซึ่งผู้สมัครสามารถดูวิดีโอของผู้สมัครคนอื่นๆ ได้ด้วย

หากแต่ผู้สมัครต้องเสียค่าใช้จ่ายระหว่าง 150 บาทถึง 2,250 บาท ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของประเทศบ้านเกิดผู้สมัคร โดยแลนส์ดอร์ฟยกตัวอย่างว่า ผู้สมัครจากสหรัฐฯ จะเสียค่าธรรมเนียมประมาณ 1,100 บาท เป็นต้น

เมื่อปิดรับสมัคร คณะกรรมการตรวจสอบจะคัดเลือกผู้เข้ารอบ 50-100 คน จาก 300 ภูมิภาคทั่วโลก ตามการจำแนกของมาร์สวัน และในปี 2015 ผู้เข้ารอบจะถูกคัดให้เหลือ 28-40 คน จากนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มเพื่อเข้ารับการฝึกเป็นเวลา 7 ปีสำหรับภารกิจ “ตีตั๋วเที่ยวเดียว” สู่ดาวอังคาร

จากนั้นจะมีการคัดเลือกจากเสียงโหวตของผู้ชมรายการเพื่อเฟ้นเอาตัวแทนของแต่ละกลุ่มเป็นตัวแทนมนุษยชาติชุดแรกที่จะไปเยือนดาวอังคาร ซึ่งถึงตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ของมาร์สวันแถลงว่ามีผู้สมัครมากกว่า 120 ประเทศ โดยสหรัฐฯ มีผู้สมัครมากที่สุด ประมาณ 17,300 คน ตามมาด้วยจีนที่มีผู้สมัครราว 10,200 คน และสหราชอาณาจักร 3,500 คน ตามมาด้วยรัสเซีย เม็กซิโก บราซิล แคนาดา โคลอมโบ อาร์เจนตินา และอินเดียใน 10 อันดับแรก

การประกาศจำนวนผู้สมัครของมาร์สวันตรงกับช่วงที่มีงานประชุม “ฮิวแมนส์ทูมาร์สซัมมิท” (Humans 2 Mars summit) ซึ่งเป็นการประชุมเกี่ยวกับปฏิบัติการส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร ที่จัดขึ้น ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ถึงวันที่ 8 พ.ค.นี้ ขณะเดียวกัน บัซ อัลดริน (Buzz Aldrin) มนุษย์คนที่ 2 ที่ย่างเหยียบบนดวงจันทร์ได้ออกหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับปฏิบัติการสำรวจดาวอังคาร (Mission to Mars: My Vision for Space Exploration) ที่เขียนร่วมกับผู้สื่อข่าวของสเปซด็อทคอมด้วย

ที่มา : http://www.manager.co.th

ดวงอาทิตย์ช่างร้อนแรงปะทุรุนแรง 4 ครั้งใน 48 ชั่วโมง

ภาพที่บันทึกด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ของนาซา ระหว่างดวงอาทิตยปะทุครั้งที่ 4 ในรอบ 2 วัน

รุนแรงระดับ X1.2 เมื่อ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา (SDO/NASA)

               ไม่ใช่แค่แสงแดดที่แรงจ้า แต่กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ก็ร้อนแรงไม้แพ้กัน เมื่อดวงสุริยันตื่นจากหลับใหลเข้าโหมดตื่นตัวอย่างเต็มที่ตามวัฏจักรสุริยะ ผลคือในรอบ 48 ชั่วโมง เกิดการปะทุขนาดใหญ่บนดวงอาทิตย์ถึง 4 ครั้ง ในจำนวนมีครั้งรุนแรงที่สุดของปีนี้ด้วย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาดวงอาทิตย์ของเราเพิ่งลุกจ้า (flare) รุนแรงที่สุดในปี 2013 ซึ่งการระเบิดที่รุนแรงนี้ทำให้การระเบิดของอนุภาคในปริมาณมหึมาด้วย และเมื่ออนุภาคจากการระเบิดดังกล่าวเดินทางมาถึงโลกก็จะรบกวนดาวเทียมและระบบสื่อสารภาคพื้นได้

โชคดีว่าการปะทุครั้งนี้ไม่ได้หันมาทางโลกโดยตรง แต่บีบีซีนิวส์ระบุว่า ยานอวกาศขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) บางลำอาจอยู่ในเส้นทางของอนุภาคจากดวงอาทิตย์พอดี

สำหรับการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ 4 ครั้งล่าสุด ตามเวลาประเทศไทย ครั้งแรกเกิดการลุกจ้าระดับ X1.7 เมื่อเวลา 09.17 น. ของวันจันทร์ที่ 13 พ.ค., จากนั้นเวลา 23.09 น.เกิดการลุกจ้าระดับ X2.8 และในวันอังคารที่ 14 พ.ค.เกิดการลุกจ้าระดับ X3.2 เวลา 08.17 น. ล่าสุดคือการลุกจ้าในวันที่ 15 พ.ค.นี้เกิดการลุกจ้าระดับ X1.2 เวลา 08.52 น.

การลุกจ้า 3 ครั้งแรกเป็นกิจกรรมบนดวงอาทิตย์ที่รุนแรงที่สุดในปี 2013 ที่เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง และลุกจ้าทั้งหมดยังจัดอยู่ในระดับ X ซึ่งเป็นระดับการปลดปล่อยพลังงานที่รุนแรงที่สุด และตัวเลขที่ตามมาเป็นข้อมูลลำดับความรุนแรง โดย X2 รุนแรงกว่า X1 เป็น 2 เท่า และ X3 รุนแรงกว่า X2 เป็น 3 เท่า

บีบีซีนิวส์อ้างคำสัมภาษณ์ของ ดร.โรเบิร์ต แมสซีย์ (Dr. Robert Massey) ราชบัณฑิตดาราศาสตร์อังกฤษ (Royal Astronomical Society) ซึ่งอธิบายว่า การลุกจ้าระดับ X นั้นเทียบเท่าพลังงานจากระเบิดไฮโดรเจนนับพันล้านลูก

“ข่าวดีคือแม้ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดปัญหาได้ แต่เลวร้ายที่สุดคือส่งผลต่อการจ่ายกระแสไฟฟ้าเท่านั้น หากแต่ไม่ได้ส่งผลคุกคามพวกเราที่อาศัยอยู่บนพื้นโลก” แมสซีย์กล่าว

เมื่อการลุกจ้ามีระดับเข้มพอก็จะรบกวนบรรยากาศโลกในชั้นที่มีดาวเทียมจีพีเอสและดาวเทียมสื่อสารโคจรอยู่ และปรากฏการณ์นี้จะรบกวนสัญญาณวิทยุนานเท่าที่เกิดการลุกจ้า

การลุกจ้านั้นสัมพันธ์กับการระเบิดใหญ่ของสสารจากชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์ ที่เรียกว่าการพ่นมวลโคโรนา (coronal mass ejections) หรือ ซีเอ็มอี (CMEs) และซีเอ็มอีก็สร้างความยุ่งเหยิงได้มากกว่า เพราะสามารถส่งก๊าซมีประจุหลายพันล้านตัน และอนุภาคอื่นๆ สู่อวกาศ

เมื่ออนุภาคจากการระเบิดมาถึงโลกสามารถทำให้หม้อแปลงในระบบจ่ายไฟฟ้าเสียหายได้ รวมทั้งยังรบกวนระบบอิเล็กทรอนิกส์ของดาวเทียม ซึ่งเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงคือเหตุแคร์ริงตัน (Carrington Event) เมื่อ 1-2 ก.ย.185 ที่สายส่งโทรเลขเกิดลัดวงจร และเกิดไฟไหม้ในอเมริกาเหนือและยุโรป และยังทำให้เกิดแสงออโรราสว่างจ้าที่เห็นได้ถึงคิวบาและฮาวาย

นาซาเผยว่ายานอวกาศสเตอริโอ-บี (Stereo-B) และสปิตเซอร์ (Spitzer) อาจอยู่ในเส้นทางของอนุภาคมีประจุพลังงานสูงจากการลุกจ้าที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ ซึ่งผู้ควบคุมปฏิบัติการอาจเลือกที่จะให้ยานอวกาศของพวกเขาเข้าสู่ “เซฟโหมด” (safe mode) เพื่อปกป้องระบบอิเล็กทรอนิกส์ของยานอวกาศที่อยู่นอกโลก ไม่ให้ถูกกวนสัญญาณได้

การปะทุที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นไปตามคาดเพราะวัฏจักรสุริยะที่มีรอบ 11 ปี กำลังเข้าสู่ช่วงกิจกรรมสูงสุด ที่เรียกว่า วัฎจักรสูงสุดของดวงอาทิตย์ (solar maximum) ซึ่ง ดร.แมสซีย์ กล่าวว่าสิ่งที่น่าสนใจคือเหตุการณ์ลุกจ้านี้เกิดขึ้นตามกันมาติด ซึ่งบ่งบอกว่าดวงอาทิตย์กำลังเข้าสู่ช่วงสุดตามรอบวัฏจัร แต่เราก็บอกไม่ได้แน่ชัดว่าจะเิดขึ้นเมื่อไหร่ หากแต่สิ่งที่ทำได้คือศึกษาย้อนหลัง

แม้ว่าจะเกิดการปะทุรุนแรงตามกันมาติดๆ แต่ดวงอาทิตย์ในปี 2013 นี้ก็ค่อนข้างเงียบ จำนวนจุดมืด (Sunspot) มีต่ำกว่าปีที่ผ่านๆ มา และการลุกจ้ารุนแรงก็เกิดขึ้นไม่บ่อย ทางด้านไลฟ์ไซน์ระบุว่า วัฏจักรสุริยะน่าจะเข้าสู่ช่วงสูงสุดในปีนี้ โดยวัฏจักรล่าสุดคือวัฏจักรสุริยะที่ 24 ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2008

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เริ่มจับตาการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ และเหตุการณ์สภาพอวกาศ (space weather) อื่น นับแต่พบการลุกจ้าครั้งแรกเมื่อปี 1843 จนถึงตอนนี้มีฝูงยานอวกาศนานาชาติที่เฝ้าจับตากิจกรรมบนดวงอาทิตย์

 

ที่มา : http://www.manager.co.th

นักวิทยาศาสตร์พบปรากฏการณ์ “ฟ้าผ่าดำมืด”

ภาพในเมฆพายุซึ่งเกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องในเวลาไม่ถึง 10 มิลลิวินาที (ซ้ายไปขวา) เป็นการก่อตัวของสภาพนำไฟฟ้า (เส้นสีเหลือง) และมีการปล่อยคลื่นวิทยุอ่อน (เส้นริ้วๆ สีดำ) ไปจนเกิดการระเบิดของฟ้าผ่าดำมืด (สีชมพู) และคลื่นวิทยุ (เส้นริ้วสีดำที่ใหญ่ขึ้น) จากนั้นเกิดการคายประจุของฟ้าผ่าสว่างวาบและคลื่นวิทยุที่มากขึ้น (Studio Gohde)

                 นักวิทยาศาสตร์พบปรากฏการณ์ “ฟ้าผ่าดำมืด” การระเบิดของรังสีพลังงานสูงที่เกิดขึ้นก่อนแสงวาบของฟ้าผ่าปกติ การค้นพบใหม่นี้เป็นหลักฐานว่าทั้งสองปรากฏการ์ณนั้นเกี่ยวโยงกัน แม้ว่าธรรมชาติที่แท้ของความสัมพันธ์ระหว่างฟ้าผ่าทั่วๆ ไป กับฟ้าผ่าดำมืดนี้จะยังไม่ชัดเจนก็ตาม

นิโกไล ออสการ์ด (Nikolai Østgaard) นักวิทยาศาสตร์อวกาศจากมหาวิทยาลัยเบอร์เกน (University of Bergen) ในนอร์เวย์ และเป็นผู้นำในการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ผลการทดลองของพวกเขานั้นชี้ว่า ทั้งปรากฏการณ์ฟ้าผ่าปกติและฟ้าผ่าดำมืด (dark lightning) เป็นกระบวนการภายในของการคายประจุของฟ้าผ่า ซึ่งมีคำอธิบายของการค้นพบครั้งในวารสารจีโอฟิสิคัลรีเสิร์ชเลตเตอร์ส (Geophysical Research Letters) วารสารวิชาการชองสหพันธ์ธรณีฟิสิกส์อเมริกัน

ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าดำมืดนั้นเป็นการระเบิดของรังสีแกมมาที่ผลิตขึ้นระหว่างพายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งเกิดจากการชนกันของอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมหาศาล นักวิจัยอ้างถึงการระเบิดดังกล่าวว่าเป็นแสงวาบในการแผ่รังสีแกมมาของโลก

ไซน์เดลีระบุว่าฟ้าผ่าดำมืดนั้นเป็นการแผ่รังสีพลังงานสูงสุดบนโลกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เพิ่งรู้จักเมื่อปี 1991 ขณะที่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ทราบแล้วว่าผ่าฟ้าดำมืดนั้นเกิดโดยธรรมชาติในพายุฟนฟ้าคะนอง แต่พวกเขาก็ไม่ทราบว่าความถี่ในการวาบของปรากฏการณ์นี้เป็นเท่าใด หรือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับฟ้าผ่าปกติหรือไม่

เมื่อปี 2006 มีดาวเทียมสองดวงที่ไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกัน ดวงหนึ่งติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดทางแสงและอีกดวงติดตั้งเครื่องตรวจวัดรังสีแกมมา แล้วดาวเทียมทั้งสองก็ผ่านเข้าไปใกล้พายุคะนองที่เวเนซูเอลาในระยะ 300 กิโลเมตร ขณะที่สายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้างอยู่ภายในเมฆพายุ ซึ่งตอนนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ทราบว่าแสงวาบที่จางกว่าของฟ้าผ่าดำมืดนั้นเกิดขึ้นก่อนปรากฏการณ์ฟ้าผ่าปกติ

หากแต่เมื่อปีที่ผ่านมาออสต์การ์ดและคณะได้ค้นพบการระเบิดของรังสีแกมมาขณะที่จัดการข้อมูลดาวเทียม โดยทีมวิจัยได้พัฒนาอัลกอลิทึมในการสืบค้นขึ้นใหม่ และได้จำแนกแสงวาบรังสีแกมมาของโลกมากกว่า 2 เท่าของรายงานที่เคยมี โดยทีมวิจัยพบแสงวาบรังสีแกมมาและการประจุของคลื่นวิทยุก่อนหน้าที่จะเกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าที่เห็นได้ด้วยตาเพียงแวบเดียว

ออสต์การ์ดกล่าวอีกว่า การสังเกตพบครั้งนี้เป็นเรื่องโชคดีมากๆ และเป็นเรื่องบังเอิญที่ดาวเทียมซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันเลย 2 ดวงและโคจรด้วยความเร็ว 7 กิโลเมตรต่อวินาทีผ่านไปใกล้พายุฟ้าคะนองในชั่วขณะที่เกิดคลื่นสั้นๆ ของรังสี โดยเครื่องรับสัญญาณวิทยุของมหาวิทยาลัยดุค (Duke University) ในเดอแรม นอร์ธคาโรไลนา สหรัฐฯ ซึ่งอยู่ห่างจากพายุดังกล่าวไปกว่า 3,000 กิโลเมตร ก็ตรวจพบการคายประจุของคลื่นวิทยุ

เมื่อรวมการสังเกตของดาวเทียมทั้งสองกับข้อมูลคลื่นวิทยุ จึงได้เป็นข้อมูลสารสนเทศที่ออสต์การ์ดและคณะใช้สร้างเหตุการณ์ฟ้าผ่าดังกล่าวที่เกิดขึ้นเพียง 300 มิลลิวินาทีขึ้นมาใหม่ ทีมวิจัยคาดเดาว่าแสงวาบของฟ้าผ่าดำมืดนี้ถูกกระตุ้นจากสนามไฟฟ้าเข้มสูงที่เกิดก่อนปรากฏการณ์ฟ้าผ่าที่มองเห็นอย่างฉับพลัน ซึ่งสนามไฟฟ้าเข้มสูงนี้เกิดจากการไหลของอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกือบเท่าความเร็วแสง เมื่ออิเล็กตรอนเหล่านั้นชนเข้ากับโมเลกุลอากาศ ก็จะสร้างรังสีแกมมาและอิเล็กตรอนที่มีความเร็วต่ำกว่า ซึ่งเป็นตัวพากระแสไฟฟ้าหลัก ซึ่งทำให้เกิดคลื่นวิทยุสั้นๆ ที่ความเข้มสูง ก่อนที่จะเกิดฟ้าผ่าแบบปกติ

อย่างไรก็ดี ยังต้องมีงานวิจัยอีกมากเพื่อยืนยันความเชื่อมโยงของทั้งสองปรากฏการณ์ ทั้งนี้ องค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) หรือ อีซา (ESA) วางแผนที่จะปล่อยดาวเทียมตรวจตราอันตรกริยาในชั้นบรรยากาศที่ชื่ออาซิม (ASIM: Atmospheric Space Interactions Monitor) ในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งออสต์การ์ดกล่าวว่าจะช่วยให้การตรวจจับปรากฏการณ์ฟ้าผ่าดำมืดและฟ้าผ่าปกติได้ดีขึ้น โดยเขายังเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่สร้างเครื่องตรวจวัดรังสีแกมมาของดาวเทียมอาซิมด้วย

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/home/

เผยเด็กเก่งทิ้ง “หมอ” แห่เรียน “ครู” เพียบ

ภาพจากเว็บ www.facebook.com

                      นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยถึงผลการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮ้าส์ ประจำปีการศึกษา 2556 ซึ่งมีผู้ขอสละสิทธิ จำนวน 11,735 คน จากผู้ผ่านการคัดเลือก จำนวน 43,445 คน โดยในส่วนของ มข.รับ 3,647คน แต่สละสิทธิ 1,429 คน ว่า มข.มีผู้สละสิทธิมากเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งหลายคนสละสิทธิเพื่อไปเลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์ อย่างไรก็ตาม พบว่าปัจจุบันเด็กไทยไม่ค่อยสนใจเรียนด้านวิทยาศาสตร์ แต่หันไปเรียนสายสังคมศาสตร์มากกว่า เพราะแม้แต่เด็กเก่งๆ ที่จบชั้น ม.6 สายวิทยาศาสตร์ แทนที่จะเลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์ กลับเลือกเรียนสายสังคมศาสตร์มากกว่า โดยคณะยอดนิยมของ มข.ที่สนใจเข้าเรียนมากที่สุดคือ คณะศึกษาศาสตร์ มีสัดส่วนการแข่งขันประมาณ 1 ต่อ 30 และคณะนิติศาสตร์ มีสัดส่วนการแข่งขัน 1 ต่อ 20 ขณะที่สัดส่วนการแข่งขันในภาพรวมของ มข.อยู่ที่ 1 ต่อ 18 ส่วนสาเหตุที่เด็กสนใจเลือกเรียนแพทย์น้อยลง อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่แพทย์ถูกฟ้องร้องได้ ทำให้เด็กสนใจเรียนน้อยลง เพราะแม้แต่แพทย์ด้วยกันเอง ก็ยังเลือกเรียนแพทย์เฉพาะทางที่มีโอกาสถูกฟ้องน้อย และมีรายได้ดี เช่น ศัลยแพทย์ เป็นต้น

“ที่เด็กๆ นิยมเรียนคณะศึกษาศาสตร์ ถือเป็นทิศทางที่ดี เพราะจะทำให้ประเทศไทยได้ครูเก่งๆ อย่างการรับตรงของ มข.เอง พบว่าคนที่สอบเข้าได้ ที่สุดท้ายของคณะศึกษาศาสตร์ ยังมีคะแนนสูงกว่าเด็กสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ และแม้แต่คนที่คะแนนสูงพอที่จะเลือกคณะทันตแพทยศาสตร์ได้สบายๆ ก็ยังเลือกที่จะเรียนครู ส่วนที่เกรงว่าเมื่อเด็กแห่เรียนครูจำนวนมาก อาจเกิดการทุจริตเช่นเดียวกับการสอบเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่มีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ในขณะนี้นั้น เหตุการณ์เช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น เพราะหลักสูตรที่คณะศึกษาศาสตร์ใช้อยู่ขณะนี้เป็นหลักสูตรครูพันธุ์ใหม่ 4+1 ปี เมื่อเรียนจบแล้ว จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการทันที ซึ่งขณะนี้รุ่นแรกจบ และได้รับการบรรจุแล้ว ซึ่งต่างจากกรณีของครูผู้ช่วยที่ไม่ได้เรียนครูโดยตรง เป็นเพียงพนักงานราชการ หรืออัตราจ้าง และต้องสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย” นายกิตติชัยกล่าว

นายกิตติชัยกล่าวว่า ส่วนการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาใหม่ หรือแอดมิสชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2556 ขณะนี้มหาวิทยาลัยได้รับแจ้งให้ยืนยันจำนวนที่จะรับนักศึกษาอีกครั้ง ซึ่ง มข.จะแจ้งตัวเลขนักศึกษาที่สละสิทธิจากระบบรับตรง ไปเพิ่มในยอดรับสมัครของแอดมิสชั่นส์แล้ว ทั้งนี้ โดยภาพรวมการรับนักศึกษาผ่านระบบรับตรง และผ่านระบบแอดมิสชั่นส์ของ มข.อยู่ที่ 75 ต่อ 25

 

ที่มา : http://www.matichon.co.th/matichon/

สั่งยุบร.ร.ขนาดเล็กทั่วประเทศ

ภาพจากเว็บ siangtai.com

                 นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อนโยบายเตรียมความพร้อมรับเปิดภาคเรียน 2556 ได้มอบนโยบายเกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็กว่าให้ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา นำไปดำเนินการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อย ย้ายไปโรงเรียนที่มีคุณภาพมากกว่า เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียนเอง และเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาในภาพรวม

                  อย่างไรก็ตาม การยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่ง จำเป็นต้องมีการทำความเข้าใจกับชุมชนเพื่อลดการต่อต้าน ต้องชี้แจ้งให้ชุมชนเข้าใจว่า รัฐบาลไม่มีกำลังงบประมาณจะพัฒนาโรงเรียนทุกแห่ง และไม่สามารถนำงบประมาณจากเงินภาษีมาดูแลทุกโรงเรียนได้เท่าเทียมกัน                  

                   ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้จัดระบบรับส่งนักเรียนไว้รองรับแล้ว โดยได้เตรียมงบประมาณไว้จัดซื้อรถตู้ 1,000 คัน สำหรับรับส่งนักเรียน แต่ในบางพื้นที่เห็นว่า อาจให้เอกชนเข้าประมูลรับไปบริหารจัดการแทน จะช่วยประหยัดงบประมาณรัฐได้มาก ไม่ต้องเสียเงินไปกับรายจ่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่าซ่อมบำรุงรถ ส่วนกรณีที่เด็กย้ายไปโรงเรียนใหม่ซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก อาจจะจัดงบประมาณจัดซื้อจักรยานให้เด็ก

                  นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ร.ร.ขนาดเล็กที่ สพฐ.ตั้งเป้ายุบรวมจะเป็นร.ร.ที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 60 คน ซึ่งก็ต้องไปสำรวจว่า ร.ร.ที่อยู่ในข่ายจะยุบได้ทันทีมีจำนวนเท่าใด ทั้งนี้ ร.ร.ขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คนลงไปทั่วประเทศ มีจำนวนประมาณ 17,000 โรงเรียน จากจำนวนโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทยกว่า 30,000 โรงเรียน

 

ที่มา : http://www.isnhotnews.com

เจออีก 2 ดาวเคราะห์ดวงใหม่คล้ายโลกมากที่สุด

ภาพจากเว็บ  www.mornor.com

                      ความพยายามค้นหาดาวเคราะห์คล้ายโลกที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตหรืออาจจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้พบโลกใหม่ที่ทั้งขนาดและระยะทางจากดาวแม่นั้นอยู่ในตำแหน่งเหมาะเจาะ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะมีน้ำอยู่บนดาวเคราะห์ทั้งสอง แต่ก็ยังไม่อาจบอกอะไรได้ชัดเจนนัก เพราะระยะทางที่ไกลถึง 1,200 ปีแสงนั้นเกินความสามารถในการตรวจสอบของกล้องโทรทรรศน์ในปัจจุบัน

รายงานการค้นพบดังกล่าวตีพิมพ์ลงวารสารไซน์ (Science) ซึ่งนักวิจัยมองการค้นพบนี้เป็นการค้พบที่น่าตื่นเต้น โดยทางบีบีซีนิวส์รายงานความเห็นจาก บิล โบรุคกี (Bill Borucki) หัวหน้าทีมวิจัยจากโครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler telescope) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ว่า และดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะทั้งสองมีความเหมาะเจาะในเงื่อนไขที่จะเป็นดาวเคราะห์ในเขตที่สิ่งมีชีวิตน่าจะอาศัยอยู่ได้ (habitable planets) มากที่สุดเท่าที่พบมา

ทั้งนี้ นับแต่ส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปี 2009 กล้องเคปเลอร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ได้รับการยืนยันแล้วมากกว่า 100 ดวง ส่วน 2 ดวงล่าสุดนี้พบอยู่ในกลุ่มดาวเคราะห์ 5 ดวงที่โคจรรอบดาวฤกษ์ซึ่งค่อนข้างมีขนาดเล็กกว่า เย็นกว่าและแก่กว่าดวงอาทิตย์ของเราที่เรียกว่า ดาวฤกษ์เคปเลอร์-62 (Kepler-62) ซึ่งหากมองขึ้นไปบนท้องจะอยู่ในตำแหน่งกลุ่มดาวพิณ (Lyra) โดยดาวเคราะห์ทั้งสองมีชื่อว่า เคปเลอร์-62อี (Kepler-62e) และ เคปเลอร์-62เอฟ (Kepler-62f)

ดาวเคราะห์ใหม่นี้อาจจัดอยู่ในข่าย “ซูเปอร์เอิร์ธ” (super-Earth) เพราะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กว่าโลกของโลก โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 ของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก แต่ขนาดไม่สำคัญเพราะนักวิจัยชี้ว่าทั้งคู่เป็นดาวเคราะห์กินเหมือนโลก หรือมีองค์ประกอบเกือบจะเป็นน้ำแข็งทั้งหมด และยังแสดงให้เห็นว่าเล็กเกินกว่าจะเป็นดาวเคราะห์ก๊าซเหมือนดาวเนปจูนและและดาวพฤหัสบดี

นอกจากนี้เคปเลอร์-62อี และเคปเลอร์-62เอฟยังอยู่ในตำแหน่งพอเหมาะจากดาวแม่ ซึ่งทำให้ได้รับพลังงานในปริมาณที่พอดี ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป และบริเวณรอบๆ ดาวเคราะห์ยังจัดอยู่ใน “โซนโกลดิล็อคส์” (Goldilocks Zone) หรือเขตที่อาศัยอยู่ได้ ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าด้วยชั้นบรรยากาศที่เหมาะสม ดังนั้น จึงมีเหตุผลให้ใคร่ครวญได้ว่า ดาวเคราะห์สองดวงนี้อาจจะมีน้ำในรูปของเหลวอยู่ในปริมาณที่พอเพียง ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าน้ำในรูปของเหลวนั้นเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับชีวิต

ด้าน ลิซา คาลเตเนกเกอร์ (Lisa Kaltenegger) ผู้เชี่ยวชาญด้านชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบ (exoplanet) จากสถาบันศึกษาดาราศาสตร์มักซ์พลังก์ (Max Planck Institute for Astronomy) ในไฮเดลเบิร์ก เยฟอรมนี และสมาชิกกลุ่มวิจัยกล่าวว่า ในการแถลงถึงการเป็นแหล่งอาศัยอยู่ได้ของดาวเคราะห์นั้นมักจะเป็นการคาดคะเน อย่างเช่นกรณีของเคปเลอร์-62อี และ เคปเลอร์-62 เอฟ ทีมของเธอก็อนุมานว่าทั้งคู่เป็นดาวเคราะห์ โดยมีรัศมีของดาวเคราะห์เป็นสิ่งชี้วัด

“ขอให้เราอนุมานต่ออีกว่า ดาวเคราะห์ทั้งสองมีน้ำอยู่ และมีองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศคล้ายคลึงกับโลก ที่ถูกปกคลุมหนาแน่นไปด้วยไนโตรเจน และมีน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นดาวเคราะห์ทั้งสองจะมีน้ำอยู่ที่พื้นผิวได้ โดยเคปเลอร์-62เอฟจะได้รับพลังงานรังสีจากดาวแม่น้อยกว่าพลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ ดังนั้น ดาวเคราะห์ดวงนี้จำเป็นต้องมีก๊าซเรือนกระจกแย่างเช่นคาร์บอนไดออกไซ์มากกว่าโลก เพื่อรักษาสภาพไม่ให้เป็นดาวน้ำแข็ง ส่วนเคปเลอร์-62อีนั้นอยู่ใกล้ดาวแม่มากกว่า และต้องการเมฆปกคลุมมากกว่าสำหรับสะท้อนพลังงานรังสีจากดาวแม่บางส่วนออกไป เพื่อให้ยังคงมีน้ำเหลวอยู่ที่พื้นผิว” คาลเตเนกเกอร์อธิบาย

ตอนนี้ยังไม่มีดาวเคราะห์ดวงไหนได้รับการยืนยันว่ามีน้ำหรือสิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้ และยังเร็วไปสำหรับเทคโนโลยีทุกวันนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่ากล้องโทรทรรศน์ในอนาคตอาจจะมองทะลุแสงอันเจิดจ้าของดาวแม่เพื่อเก็บข้อมูลแสงอันเลือนรางที่ผ่านชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์เล็กๆ เหล่านั้นออกมาถึงโลก หรืออาจเป็นแสงที่สะท้อนมาจากพื้นผิวของดาวเอง อีกทั้งยังอาจทำให้เราตรวจพบสัญญาณเคมีที่สัมพันธ์กับก๊าซจำเพาะในบรรยากาศ และอาจจะเห็นไปถึงกิจกรรมบนพื้นดินของดาว ซึ่งในอดีตก็มีความพยายามจะตรวจหาเครื่องหมายของคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารสีในพืชที่มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์แสง

ด้าน ดร.ซูซานน์ ไอเกรน (Dr.Suzanne Aigrain) อาจารย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) กล่าวว่า การทดลองภาคพื้นดินและปฏิบัติการทางอวกาศที่วางแผนไว้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านั้น จะให้ข้อมูลที่มีรายละเอียดมากขึ้น เกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลๆ คล้ายกับดาวเคราะห์ที่ทีมกล้องเคปเลอร์ประกาศ โดยนักดาราศาสตร์ต้องการชี้ชัดถึงมวลของดาวเคราะห์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่กล้องเคปเลอร์ไม่สามารถระบุได้ชัด และเก็บข้อมูลรัศมี ระบุลักษณะของระบบดาวและดาวเคราะห์แต่ให้ได้ละเอียดมากกว่านี้ รวมทั้งเก็บข้อมูลองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศด้วย

ระหว่างนี้กล้องเคปเลอร์ก็ทำหน้าที่นับจำนวนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะต่อไป โดยกล้องยังติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีเคยมีการส่งกล้องโทรทรรศน์ขึ้นไปในอวกาศ และวัดการมีอยู่ของดาวเคราะห์โดยการมองหาเงาน้อยๆ ที่เป็นผลจากการที่ดาวเคราะห์เคลื่อนที่ตัดหน้าดาวฤกษ์ในระบบ

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/home/